[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

The House of Sand (2005)

(บรรยายอังกฤษ)

 

Directer:Andrucha Waddington   Producer:Pedro Buarque de Hollanda, Pedro Guimarães, Leonardo Monteiro de Barros, Andrucha Waddington

Writter:Elena Soarez   Story:Luiz Carlos Barreto, Elena Soarez, Andrucha Waddington Music:João Barone, Carlo Bartolini   Cinematography:Ricardo Della Rosa  
Editor:Sérgio Mekler   Running time:115 min   Country:Brazil   Language:Portuguese
Genre:Drama  
Subtitle: English
Starring
Fernanda Montenegro ... Dona Maria / Áurea / Maria
Fernanda Torres ... Áurea / Maria

 


The House of Sand : สัมพัทธภาพวิมานทราย

(ตัดมาจาก มติชน คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์ โดย พล พะยาบ )

ปี 2005 โลกเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 1 ศตวรรษ ปีอัศจรรย์ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดยยูเนสโกประกาศให้เป็นปีฟิสิกส์โลก

อาจจะด้วยเหตุดังกล่าว บราซิลจึงมีหนังเรื่อง The House of Sand ออกฉายในปีเดียวกัน

เปล่า, The House of Sand ไม่ใช่หนังวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เอ่ยถึงไอน์สไตน์แม้แต่ครั้งเดียว แต่เป็นหนังที่เอ่ยอ้างถึงเหตุการณ์สำคัญซึ่งเกิดขึ้นที่บราซิล อันเป็นเสมือนหนึ่งในหลักไมล์ทางวิทยาศาสตร์ กระทั่งส่งผลให้ชื่อของไอน์สไตน์โด่งดังทั่วโลก
 


เหตุการณ์นั้นคือ การสังเกตการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษนำโดยเซอร์ อาร์เธอร์ แอดดิงตัน เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity) ของไอน์สไตน์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 1919

คราวนั้น แอดดิงตันแบ่งกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เป็น 2 กลุ่ม เพื่อป้องกันความผิดพลาด ตัวเขามุ่งหน้ายังเกาะพรินซิปี ชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก โดยให้แอนดรูว์ ครอมเมลิน นำทีมที่โซบราล ประเทศบราซิล


การสังเกตการณ์ประสบความสำเร็จ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้ข้อพิสูจน์ว่าเป็นเช่นนั้นจริง ไอน์สไตน์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของโลกนับแต่นั้น

ขณะที่เมืองโซบราลถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์วงการวิทยาศาสตร์โลกนับแต่นั้นเช่นกัน


The House of Sand ไม่ได้เพียงนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาใส่ประกอบเรื่องราวเท่านั้น แต่ยังได้นำแนวคิดจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปมาเปรียบเทียบกับชีวิตของ 3 ตัวละคร โดยเชื่อมโยงกับสถานที่และกาลเวลาได้อย่างน่าชื่นชม

เรื่องราวครอบคลุมคน 3 รุ่น เริ่มจากวาสโก้ ชายชรานำออเรีย ภรรยายังสาวซึ่งกำลังตั้งครรภ์ และดอน่า มาเรีย แม่ของเธอ เดินทางฝ่าสายลมแรงร้อนระอุมายังดินแดนทรายสีขาวแห่งรัฐมารันเฮา เพื่อลงหลักปักฐานในที่ดินที่ซื้อเอาไว้
 


สภาพแห้งแล้ง ไร้ผู้คน เวิ้งว้างว่างเปล่าราวกับทะเลทรายกว้างไกล ทั้งยังได้รับการต้อนรับแบบไม่เป็นมิตรจากคนพื้นเมือง มองไม่เห็นว่าจะสามารถดำรงชีวิตที่นี่ได้ เมื่อชายชราประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ออเรียและแม่จึงต้องดิ้นรนหาทางรอดกันตามลำพัง แม้จะมีโอกาสหนีไปจากที่นี่แต่อุปสรรคเรื่องระยะทางไกลลิบและสภาพอากาศอันเลวร้ายทำให้ทั้งสองเหมือนถูกจองจำไร้ทางออก

โชคดีที่พวกเธอได้รับความช่วยเหลือจากมาสซู ชายชาวประมงคนพื้นเมืองผู้หลงใหลมาเรีย เมื่อมาเรีย ลูกสาวเริ่มเติบโต ออเรียก็ยิ่งคิดหาทางหนีไปจากที่นี่


ความหวังของออเรียถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้งครั้งหนึ่งที่ออเรียได้พบกับหลุยส์ ทหารซึ่งมากับทีมนักวิทยาศาสตร์ แต่อุบัติเหตุทรายถล่มบ้านได้พรากแม่ไปเสียก่อน กระทั่งเหนี่ยวรั้งเธอจนพลาดนัดกับหลุยส์

20 ปีต่อมา ออเรียย้ายมาอยู่กับมาสซู ขณะที่มาเรียกลายเป็นสาวรุ่นที่วันๆ เอาแต่สนุกกับเพื่อนชายหลายคน สงครามโลกครั้งที่สองได้นำพาหลุยส์ในวัยกลางคนกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับรับเอาหญิงสาวคืนสู่เมืองตามคำขอร้องของออเรีย
 

30 ปีต่อมา มาเรียกลับมายังบ้านทรายสีขาวอีกครั้ง

ในดินแดนไร้กาลเวลา ออเรียจะเป็นเช่นไร...

เหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงถูกใส่ไว้ในฉากสำคัญ เมื่อออเรียเดินเท้าจากบ้านกลางแดดร้อนแล้งมากว่า 1 วัน ระหว่างทางเธอแหงนมองเห็นเงาวงกลมสีดำค่อยๆ เคลื่อนบังดวงอาทิตย์จนบรรยากาศรอบตัวมืดสนิท ก่อนจะได้พบคาราวานนักวิทยาศาสตร์ที่มาสังเกตการณ์เหตุการณ์ดังกล่าว (โซบราลอยู่ในรัฐเซียรา ติดกับรัฐมารันเฮา ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล บนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก)

ออเรียเห็นคนกลุ่มนั้นดีใจกับรูปที่ถ่ายได้ เฉลิมฉลองกันราวกับงานเทศกาล หลุยส์บอกกับออเรียว่าคนเหล่านั้นมาที่นี่เพื่อถ่ายรูปดวงอาทิตย์ในเวลาฟ้ามืดสนิทเพื่อจะได้จับตามองอะไรบางอย่าง อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าพวกเขาจะมาที่นี่อีกครั้งเพื่อจับตามองในจุดเดียวกันว่าเคลื่อนที่ไปอย่างไร

หลุยส์เล่าอีกว่ามีชายคนหนึ่งอ้างว่าถ้าจับเด็กแฝดคนหนึ่งไปไว้ที่ดวงจันทร์ อีกคนหนึ่งอยู่บนโลก เมื่อเวลาผ่านไป หากคนบนดวงจันทร์กลับมายังโลก เขาจะอายุมากกว่าอีกคนหนึ่ง

นี่คือสาระสำคัญจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ว่าด้วยความโน้มถ่วงมีผลต่อเวลา ซึ่งตัวละครไม่ได้เอ่ยออกมาโดยตรง

เรื่องราวการเดินทางจากไปและการกลับมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงจากทฤษฎีของไอน์สไตน์ ถูกนำมาวางทาบเปรียบเทียบกับเรื่องราวของหญิงสาวกลางดินแดนทรายสีขาวได้อย่างงดงาม ด้วยการตัดข้ามช่วงวัยของตัวละครจนเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกใจหายได้เช่นกัน เมื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้ตั้งตัว

หนังใช้วิธีให้นักแสดงเพียง 2 คนรับบทตัวละครทั้ง 3 ตัวตามช่วงวัย ตัดข้ามแต่ละช่วงชีวิตโดยไม่มีเกริ่นนำด้วยภาพหรือคำบรรยายใดๆ ทำให้การพบตัวละครตัวหนึ่งกลายเป็นอีกตัวละคร เช่นผู้แสดงเป็นแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว กลายเป็นออเรียวัยกลางคน ส่วนผู้แสดงเป็นออเรียกลายเป็นมาเรีย ทำให้ผู้ชมเกิดความสับสนและใจหายได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังช่วยให้การเปลี่ยนแปลงของตัวละครไม่ดูเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเลยพ้นไป แต่ยังเชื่อมถึงกันอย่างแน่นแฟ้นมีน้ำหนัก

แก่นสารอีกประการของหนังคือภาพความขัดแย้งระหว่างชีวิตอารยะกับอนารยะ และชาติอาณานิคมกับคนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นตัวละครผิวขาวจากชาติอาณานิคมถูกปล่อยทิ้งไว้ในดินแดนเถื่อน ต้องดำรงชีวิตโดยพึ่งคนพื้นเมืองสีดำ


วัฒนธรรมคนเมืองวัฒนธรรมจากแดนศิวิไลซ์ไร้ความหมาย เมื่อดินแดนทรายสีขาวกว้างไกลราวกับไร้ทางติดต่อกับโลกภายนอกได้กลบกลืนไปเสียสิ้น กระทั่งเสียงเพลงของโชแปงในฉากสุดท้ายจึงมีความหมายกับออเรียราวกับเสียงสวรรค์ที่เธอรอคอยมานานแสนนาน

ดินแดนทรายสีขาวจึงเปรียบเหมือนโลกอีกโลกหนึ่ง แยกต่างหากจากโลกวุ่นวายภายนอกที่เคลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง


สภาพภูมิทัศน์มหัศจรรย์ของมารันเฮาซึ่งเป็นฉากหลังของหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Parque dos Lencois ซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งเนินทราย แม่น้ำ ชายทะเล ทะเลสาบ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าโลกของตัวละครคือดินแดนประหลาดที่แปลกแยกจากโลกจริงๆ ขณะเดียวกัน ภูมิประเทศที่ผสมผสานยังสอดรับกับเรื่องราวที่ตัวละครต่างชาติพันธุ์ ต่างที่มา ได้มาใช้ชีวิตร่วมกันในยูโทเปียส่วนตัว

ต้องชื่นชมเป็นพิเศษกับการถ่ายภาพอันยอดเยี่ยมของริคาร์โด เดลลา รอสซา ผู้ทำให้ผืนทราย สายน้ำ แสงอาทิตย์ ราวกับมีชีวิตในทุกฉาก ณ ดินแดนทรายสีขาว เสริมส่งด้วยการกำกับฯของแอนดรูชา แวดดิงตัน เนรมิตให้หนังมีน้ำเนื้อชีวิตให้สัมผัสเข้าถึง

The House of Sand ได้นักแสดงหญิงคนสำคัญของบราซิล 2 คนมาประชันบทบาทกัน นั่นคือ เฟอร์นานดา ทอร์เรซ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเมืองคานส์ ในบทออเรีย และมาเรียวัยสาว ขณะที่เฟอร์นานดา มอนเตเนโกร ซึ่งมีดีกรีหมีเงินจากเบอร์ลินและเข้าชิงออสการ์มาแล้ว ควบถึง 4 บทบาท นั่นคือในบทแม่ บทออเรียวัยกลางคนและวัยชรา รวมทั้งมาเรียวัยกลางคน


Áurea arrives at a town in the dunes of State of Maranhão, Brazil, in 1910, having for female company only her mother Maria. She is pregnant and wants a way out of that arid place. But leaving is difficult and, somehow, she still hopes to find happiness there. The film follows these two lives for three generations, including Áurea''s daughter.
 



In 1910, in Maranhão, the insane Vasco de Sá moves with his pregnant urban wife Áurea (Fernanda Torres) and her mother Maria (Fernanda Montenegro) to a wilderness land near a lagoon and surrounded by shifting dunes. Sooner his workers abandon the place, and Vasco dies, leaving the two women alone and without any resources. They are supported by a local son of a former slave, Massu (Seu Jorge), and they learn how to survive creating goats. Along the years, Áurea raises her daughter Maria (Camilla Facundes), hoping to move back to the capital someday. Her hope becomes anguish and despair as years go by, until her final adaptation to the place.
 


 

 

 


เข้าชม : 6586    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originSpanishLatinAfrican: SubtitleEnglish: BeautifulPicture: recommend



หนังสเปนและลาตินเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ