[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

INDY MOVIE REVIEW
 
The Wind That Shakes the Barley (2006)
 (บรรยายไทย) 
 
   
 

Director:Ken Loach Producer:Rebecca O''Brien Screenplay by:Paul Laverty Music by:George Fenton Cinematography:Barry Ackroyd  Edited by:Jonathan Morris Running time:126 min Country:United Kingdom, Ireland Language:English, Irish, Latin Genre:Drama, War  Subtitle:English ไทย  Starring: Cillian Murphy – Damien O''Donovan, Pádraic Delaney – Teddy O''Donovan, Liam Cunningham – Dan,
Orla Fitzgerald – Sinéad Ní Shúilleabháin
, Laurence Barry – Micheál Ó Súilleabháin, Mary Murphy – Bernadette Mary O''Riordan – Peggy
Myles Horgan – Rory
Martin Lucey – Congo Roger Allam – Sir John Hamilton John Crean – Chris Reilly Damien Kearney – Finbar
Frank Bourke – Leo
Shane Casey – Kevin Máirtín de Cógáin – Sean William Ruane – Johnny Gogan
Fiona Lawton – Lily
Sean McGinley – Father Denis Kevin O''Brien – Tim

 
 

(บทความนี้ตัดมาจาก..http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=mrpostcard&month=30-05-2013&group=1&gblog=21..

ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
The Wind That Shakes The Barley : สายลมคลั่ง ที่สะเทือนสั่นท้องทุ่งไอริช

     นี่คือหนังกึ่ง ‘สงคราม-ดราม่า’ ที่ก่อให้เกิดผลสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกับชนชาติคู่ขัดแย้งระหว่าง ชาวอังกฤษ และ ไอริช เพราะหนังเรื่องนี้ ได้มุ่งถ่ายทอดเนื้อหาว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างคน 2 ชาติ แต่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือ ''The Wind That Shakes The Barley'' พยายามจะบอกเล่า ตีแผ่ข้อเท็จจริงที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักไม่เคยเอ่ยถึง ซึ่งเป็นภาพลบของประเทศมหาอำนาจอย่าง อังกฤษ ที่เคยกระทำต่อ ประเทศไอร์แลนด์ อย่างสุดเลวร้ายอัปลักษณ์ !
     ประเด็นอื้อฉาวที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งย่อมมาจากตัวผู้กำกับหนัง ที่มีนามว่า ''เคน โลช'' ผู้มีสายเลือดเป็นชาวเมืองผู้ดี อังกฤษแท้ๆ แต่กลับหาญกล้า สร้างวีรกรรมแบบนอกคอกด้วยการสร้างหนังตีแผ่ความเลวร้ายในอดีตของชนชาติตัวเอง ที่เกิดขึ้นราว 90 ปีที่ผ่านมา จน หนังของเขา กวาดรางวัลจากเวทีประกวดเมืองคานส์ อย่างหักปากกานักวิจารณ์ทั้งหลายมาแล้ว (The Wind That Shakes The Barley คว้ารางวัล Palme d'' or ในปี 2006) คนอังกฤษจำนวนมาก ที่มีจิตใจคับแคบ และไม่ยอมรับความจริง จึงพากันสาปส่ง รุมประณาม ''โลช'' ถึงขั้นตราหน้าเขาว่าเป็น ''คนขายชาติ'' และขับไล่ให้เขาไปอยู่ ไอร์แลนด์ เสียรู้แล้วรู้รอด แต่ในมุมกลับ ประเด็นอื้อฉาวนี้ย่อมส่งผลต่อตัวหนัง ให้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย..
     The Wind That Shakes The Barley มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขบวนการ IRA (Irish Republican Army) หรือ ''ขบวนการกองทัพสาธารณรัฐไอริช'' ซึ่งจะว่าไปแล้ว เราจะเรียกขานพวกเขาให้เป็น ''ตำนานแห่งขบวนการก่อการร้าย'' ก็คงไม่ผิดนัก แต่หากเราได้ลองพิจารณาจากมูลเหตุบีบบังคับที่ทำให้พวกเขาต้องก่อความรุนแรงแล้ว เราก็ย่อมเข้าใจถึงจิตใจของ ชาวไอริช กลุ่มนี้ได้..
     ทุกวันนี้ เราคงคุ้นเคยชื่อของ ฮามาส , เจไอ , อัล กอฮ์อิดะ , กบฏลัทธิเหมา หรือ พยัคฆ์ทมิฬอีแลมป์ กันดี ความจริงแล้ว ขบวนการก่อการร้าย นั้นปรากฏตัวขึ้นในแต่ละภูมิภาคของโลกมานานแล้ว แม้แต่ในประเทศที่เจริญอย่างในยุโรป ก็ยังมีกลุ่มก้อนขบวนการติดอาวุธเหล่านี้ ซึ่งพวกเขาหาได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด บางกลุ่มก็มีอุดมการณ์สูงส่ง แต่บางกลุ่มก็อาศัยอุดมกู เป็นหลัก.. สำหรับชื่อของ IRA นั้นได้สร้างกิตติศัพท์ ให้โลกรับรู้มานานแล้ว และเรื่องราวการเคลื่อนไหวของพวกเขา ก็ไปโลดแล่นอยู่ในภาพยนตร์แนวการเมืองมามากมาย ขบวนการ IRA นั้นมีปณิธานที่จะไปให้ถึงคือ การปลดปล่อย ''ไอร์แลนด์'' แผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของตน ให้หลุดพ้นจากการปกครองของอังกฤษ ที่ชาติพันธุ์ตน ต้องตกเป็นอาณานิคมมานานกว่า 700 ปี ซึ่งเหล่าผู้รักชาติชาวไอริชได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้รัฐบาลอังกฤษมาโดยตลอดทั้งที่แผ่นดินทั้ง 2 ก็อยู่ห่างกันแค่เอื้อม
     เมื่อรัฐบาลอังกฤษ ได้ให้สัญญาจากลมปากเหม็นๆ ต่อกลุ่มอาสาสมัครไอริช ว่าจะให้ ไอร์แลนด์ ได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จบสิ้นลง อังกฤษ ก็เบี้ยว ไม่คืนเอกราชให้เสียดื้อๆ เมื่อชาวไอริช ไม่ได้รับเอกราชตามที่ อังกฤษ สัญญาไว้ ในปี ค.ศ.1916 พวกเขาจึงจำต้องเปลี่ยนยุทธวิธีด้วยการใช้ความรุนแรงแบบ ''กองโจร'' เข้าต่อสู้ ด้วยการตั้งขบวนการ IRA ขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลอังกฤษ ในทุกรูปแบบ ทั้งการทำสงครามแบบกองโจร ก่อกวนด้วยการก่อวินาศกรรม ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอังกฤษ ซึ่ง วีรบุรุษชาวไอริช ที่มีบทบาทอย่างสูงผู้หนึ่งก็คือชายที่ชื่อ ''ไมเคิล คอลลินส์'' นั่นเอง
     พวกเขาเริ่มต้นจากกองกำลังเล็กๆ ด้วยกลุ่มอาสาสมัครไอริช ที่รวมตัวกันแบบกึ่งกองทัพ ด้วยการเรียกร้องโดยตรงต่อรัฐบาลอังกฤษ ในเรื่องการตั้งประเทศอิสระ ทำสงครามประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ท่ามกลาง เหยื่อแห่งสงครามชาวไอริช ซึ่งเป็นสามัญชนคนธรรมดา ทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ที่ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ชาวไอริช ที่มารวมตัวกันเป็น ขบวนการ IRA นั้นมาจากคนทุกระดับชั้น แต่มีอุดมการณ์ รักชาติ เป็นจุดร่วมเดียว ทั้งคนหนุ่มวัยฉกรรจ์จากกรรมกรในโรงงาน คนยากจน ชาวไร่ในท้องทุ่งชนบท ซึ่งใน The Wind ที่เรื่องราวดำเนินไปในปี ค.ศ.1920 นั้น อันเป็นปีที่สงครามกลางเมืองในไอร์แลนด์ ก่อตัวขึ้น ตัวเอกสองศรีพี่น้องในเรื่อง ก็มาจากชนชั้นชาวไร่ชาวนานั่นเอง การเคลื่อนไหวของพวกเขา จึงอยู่ตามเขตชนบทเป็นหลัก ซึ่งแม้ว่า The Wind จะเป็นหนังที่มีสาระทางการเมืองที่ค่อนข้างหนักหนา แต่คนดูก็ได้รับการผ่อนคลายจากฉากที่งดงามของ ท้องทุ่งเขียวขจีในไอร์แลนด์ แถมเสื้อผ้าของชาวไร่ไอริช เมื่อ 90 ปีที่แล้ว ก็ยังดูเท่ห์ ไม่หยอกอีกด้วย..
     ตัวละครหลักที่มีบทบาทอย่างสูงในเรื่องคือ ''เดเมียน'' (คิลเลี่ยน เมอร์ฟีย์) ผู้พี่ ที่มีอาชีพเป็นหมอ ซึ่งกำลังจะไปรับหน้าที่นี้ที่กรุงลอนดอน ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งดูเหมือนว่าอนาคตในวิชาชีพของเขา จะก้าวหน้ากว่าคนในชุมชนเดียวกันมากนัก ในขณะที่ ''เทดดี้'' (เลียม คันนิ่งแฮม) ผู้น้อง และพรรคพวกเพื่อนฝูงของเขา กำลังทำงานเพื่อชาติ ด้วยการต่อต้านรัฐบาลอังกฤษ ที่ได้ส่งหน่วย Black and Tan มาระงับเหตุรุนแรงด้วยความรุนแรงโดยเฉพาะ เพื่อคัดค้านการยื่นคำร้องขออิสรภาพของ ชาวไอริชที่รวมตัวเป็นกลุ่มกองกำลังอาสาสมัครร่วมกับ IRA
     สำหรับ เดเมียน เขาได้ตัดสินใจหันหลังให้กับอาชีพหมอ เพราะได้เห็นความโหดร้ายป่าเถื่อน ที่กองกำลังอังกฤษกระทำย่ำยีกับพี่น้องร่วมชาติของเขา เริ่มตั้งแต่การออกกฎควบคุมห้ามชาวไอริชนัดชุมนุม ห้ามพูดจาสื่อสารกันด้วยภาษาไอริช และตามล่าสังหารกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลอย่างเปิดเผย การกระทำกดขี่ต่างๆ เหล่านี้เองที่ทำให้ เดเมียน ตัดสินใจได้ไม่ยากในการเข้าร่วมขบวนการ IRA อย่างแน่วแน่
     ซึ่งหากเราดูหนังด้วยใจที่เป็นกลาง โดยไม่เข้าข้างชาติหนึ่งชาติใดแล้ว การกระทำของฝ่ายอังกฤษนั้นก็ดูจะเกินเลยไปมาก และยากที่จะยอมรับ จนทำให้เราอดที่จะรู้สึกคับแค้นใจไปไม่ได้เช่นกัน ฉะนั้นหากเราจะตราหน้า IRA ขบวนการรักชาติไอริช ว่าเป็น กลุ่มก่อการร้าย นั่นก็คงไม่ยุติธรรมเท่าใดนัก เพราะหากเราอ้างข้อกฎหมายว่าเป็นสิ่งถูกต้องเที่ยงธรรม ว่า อังกฤษ มีกองทัพที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่การกระทำของชาวไอริช ก็เกิดจากอุดมการณ์รักชาติเป็นที่ตั้ง เมื่อถูกคนชาติอื่นมารุกราน ข่มเหงน้ำใจ เราเองก็อดที่จะเอาใจช่วยคนไอริชไม่ได้ ไม่ต่างจากกรณีเมื่อครั้งที่เราได้ชมหนังมหากาพย์สงคราม ''Braveheart'' ของ ''เมล กิ๊บสัน'' ถึงแม้จะเป็นคนละยุคสมัย แต่ภาพความรุนแรงที่ อังกฤษ กระทำต่อชาวสก๊อตแลนด์นั้น ก็หาได้แตกต่างอะไรกับใน The Wind ที่ชาวไอริชถูกกระทำอย่างรุนแรงเช่นกัน..


(บทความนี้ตัดมาจาก..https://konmongnangetc.com/2016/05/24/ศัตรู-อันเป็นอนันต์/ ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
คนมองหนัง “ศัตรู” อันเป็นอนันต์
Posted on May 24 by konmongnangetc ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 3-9 กุมภาพันธ์ 2555
     “The Wind that Shakes the Barley” กำกับโดย “เคน โลช” เป็นหนังรางวัลปาล์มทองคำประจำปี 2006 จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ซึ่งเข้าฉายในเมืองไทยช่วงปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 ก่อนหน้ารัฐประหาร 19 กันยาฯ ราว 3 สัปดาห์
     หนังเล่าเรื่องราวของ “เท็ดดี้-เดเมี่ยน โอซุลลิแวน” สองพี่น้องชาวไอริช ที่ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักรในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
     “ศัตรูแรกเริ่ม” ของเท็ดดี้และเดเมี่ยน คือ ทหารอังกฤษ ซึ่งมีพฤติกรรมกดขี่ข่มเหงรังแกคนเล็กคนน้อยในไอร์แลนด์ จาก “ผู้หญิง” ถึง “คนแก่” จาก “เด็กหนุ่ม” ถึง “พนักงานการรถไฟ” เช่น “มิฮอย” เด็กหนุ่มวัย 17 ผู้ไม่ยอมเรียกชื่อตนเองเป็นภาษาอังกฤษ ที่ถึงกับถูกทหารของเจ้าอาณานิคมรุมซ้อมจนตายต่อหน้าครอบครัว ที่สุด เท็ดดี้กับเดเมี่ยนจึงตัดสินใจจับปืนสู้รบกับอังกฤษ โดยพี่ชายมีลักษณะเป็นขาบู๊นักรบ ขณะที่น้องชายซึ่งเป็นหมอมีลักษณะของปัญญาชนผู้เห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก
     “ความเปลี่ยนแปลง” ในวิถีความคิดและตัวตนของสองพี่น้อง เกิดขึ้นพร้อมกันกับสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างสหราชอาณาจักรกับไอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม ชาวไอริชยังไม่ได้รับเอกราช เพราะสนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ไอร์แลนด์มีสถานะเป็นรัฐอิสระอยู่ในสหราชอาณาจักร และต้องภักดีต่อราชวงศ์อังกฤษ หลังผู้นำสองฝ่ายลงนามในสนธิสัญญา เท็ดดี้ผู้เคยฮาร์ดคอร์ ได้กลับกลายเป็นนักการเมืองที่เลือกประนีประนอมกับอังกฤษ ผิดกับเดเมี่ยนที่ตัดสินใจไม่ประนีประนอม ด้วยความเชื่อว่าหากยินยอมให้การต่อสู้ยุติลงด้วยสนธิสัญญาฉบับนี้ อังกฤษก็จะยังคงมีอำนาจครอบงำเหนือไอร์แลนด์ โดยใช้ชนชั้นนำ-คนรวยชาวไอริช ซึ่งได้รับประโยชน์จากการยอมประนีประนอม มาแสดงบทบาทเป็น “รัฐบาลหุ่น” ส่วนชาวไอริชที่ทุกข์ยากอับจนก็คงต้องลำบากลำบนต่อไป เดเมี่ยนจึงต้องรบกับเท็ดดี้
     เมื่อ “ศัตรู” ได้เปลี่ยนรูปจาก “ทหารอังกฤษ” มาเป็น “คนไอริช” ด้วยกันเอง เรื่องเล่าใน “The Wind that Shakes the Barley” อาจพูดถึง “ศัตรู” ของ “ชาติ” ที่เปลี่ยนรูปแปลงร่างไป จาก “ศัตรูภายนอก” สู่ “ศัตรูภายใน” แต่ “ศัตรู” ก็ยังคงเป็น “ศัตรู” ที่ต้องดำรงอยู่เสมอไม่เคยขาดตอน ราวกับ “ชาติ” ต้องการ “ศัตรู” ตลอดเวลา ประวัติศาสตร์ว่าด้วย “ชาติ” และ “ศัตรูของชาติ” จึงเดินทางเป็น “วงกลม” เฉกเช่นชะตากรรมของหลากหลายตัวละครในหนังเรื่องนี้ หลายครั้ง เราต้องอาศัยระยะเวลายาวนานในการเฝ้ารอให้ “วงจร” ดังกล่าวถูก “ตัดขาด” เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ทว่า หลายครา “การเดินทางมาถึงของอิสรภาพก็ยาวนานเกินกว่าที่ผู้ต่อสู้เพื่อมันเคยคาดหวังเอาไว้” และระหว่างทาง “เรา” อาจต้อง “ทำร้าย” กันเองครั้งแล้วครั้งเล่า


หนังตัวอย่าง:

(คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่ สกอเมาส์หรือกดปุ่มคีบอร์ดลูกศรเพื่อดูรูปต่อไป) 

รางวัล:6 wins & 23 nominations.

 

 

British Independent Film Awards 2006

Nominated
British Independent Film Award
Best British Independent Film
Best Director
Ken Loach 
Best Actor
Cillian Murphy 
Best Technical Achievement
Barry Ackroyd (cinematography) 
 

Cannes Film Festival 2006

Won
Palme d''Or
Ken Loach 
 

Cinemanila International Film Festival 2006

Nominated
Lino Brocka Award
International Competition
Ken Loach 
 

Dublin Film Critics Circle Awards 2006

Won
DFCC
Best Irish Film
Nominated
DFCC
Best Actor
Cillian Murphy 
 

European Film Awards 2006

Won
European Film Award
European Cinematographer
Barry Ackroyd 
 
Tied with José Luis Alcaine for Volver (2006).
Nominated
European Film Award
European Director
Ken Loach 
European Actor
Cillian Murphy 
For Breakfast on Pluto
European Screenwriter
Paul Laverty 
European Film
Rebecca O''Brien 
 

Goya Awards 2007

Nominated
Goya
Best European Film (Mejor Película Europea)
Ken Loach 
 

Irish Film and Television Awards 2007

Won
Audience Award
Best Irish Film
Won
IFTA Award
Best Film
Ken Loach 
Best Actor in a Supporting Role in a Feature Film
Liam Cunningham 
Nominated
IFTA Award
Best Actor in a Lead Role in a Feature Film
Cillian Murphy 
Best Actor in a Supporting Role in a Feature Film
Pádraic Delaney 
Best Actress in a Supporting Role in a Feature Film
Orla Fitzgerald 
Breakthrough Talent
Pádraic Delaney (actor) 
Breakthrough Talent
Orla Fitzgerald (actress) 
 

Italian National Syndicate of Film Journalists 2007

Nominated
Silver Ribbon
Best European Director (Regista del Miglior Film Europeo)
Ken Loach 
 

London Critics Circle Film Awards 2007

Nominated
ALFS Award
British Film of the Year
British Director of the Year
Ken Loach 
British Producer of the Year
Rebecca O''Brien 
 

Polish Film Awards 2007

Nominated
Eagle
Best European Film (Najlepszy Film Europejski)
Ken Loach 
Germany/Italy/Spain/France/Ireland/UK.
 

Satellite Awards 2006

Nominated
Satellite Award
Best Screenplay, Original
Paul Laverty 
 

Writers'' Guild of Great Britain 2007

Nominated
Writers'' Guild of Great Britain Award
Film - Screenplay
Paul Laverty 
 
 

The Wind That Shakes the Barley is a 2006 war drama film directed by Ken Loach, set during the Irish War of Independence (1919–1921) and the Irish Civil War (1922–1923). Written by long-time Loach collaborator Paul Laverty, this drama tells the fictional story of two County Cork brothers, Damien O''Donovan (Cillian Murphy) and Teddy O''Donovan (Pádraic Delaney), who join the Irish Republican Army to fight for Irish independence from the United Kingdom. The film takes its title from the Robert Dwyer Joyce''s "The Wind That Shakes the Barley", a song set during the 1798 rebellion in Ireland and featured early in the film. The film is heavily influenced by Walter Macken''s 1964 novel The Scorching Wind.

Widely praised, the film won the Palme d''Or at the 2006 Cannes Film Festival.[4] Loach''s biggest box office success to date, the film did well around the world and set a record in Ireland as the highest-grossing Irish-made independent film ever, until surpassed by The Guard.

Storyline

In 1920, rural Ireland is the vicious battlefield of republican rebels against the British security forces and Irish Unionist population who oppose them, a recipe for mutual cruelty. Medical graduate Damien O''Donovan always gave priority to his socialist ideals and simply helping people in need. Just when he''s leaving Ireland to work in a highly reputed London hospital, witnessing gross abuse of commoners changes his mind. he returns and joins the local IRA brigade, commanded by his brother Teddy, and adopts the merciless logic of civil war, while Teddy mellows by experiencing first-hand endless suffering. When IRA leaders negotiate an autonomous Free State under the British crown, Teddy defends the pragmatic best possible deal at this stage. Damien however joins the large seceding faction which holds nothing less than a socialist republic will do. The result is another civil war, bloodily opposing former Irish comrades in arms, even the brothers.

Reception

The movie became the most popular independent Irish film ever released in Ireland, earning €377,000 in its opening weekend and €2.7 million by August 2006.

The film got a positive reaction from film critics. As of 5 January 2008, the review aggregator Rotten Tomatoes reported that 88% of critics gave the film positive reviews, based on 102 reviews. Metacritic reported the film had an average score of 82 out of 100, based on 30 reviews.

The Daily Telegraph''s film critic described it as a "brave, gripping drama" and said that director Loach was "part of a noble and very English tradition of dissent". A Times film critic said that the film showed Loach "at his creative and inflammatory best", and rated it as 4 out of 5. The Daily Record of Scotland gave it a positive review (4 out of 5), describing it as "a dramatic, thought-provoking, gripping tale that, at the very least, encourages audiences to question what has been passed down in dusty history books."

Michael Sragow of The Baltimore Sun named it the 5th best film of 2007,[20] and Stephen Hunter of The Washington Post named it the 7th best film of 2007.

Jim Emerson, Roger Ebert''s editor, gave the film a 4 star review, calling it "breathtakingly authentic", and declared it ranked "among the best war films ever made."

The film was attacked by some commentators including Simon Heffer. Following the Cannes prize announcement, Unionist historian Ruth Dudley Edwards wrote in the Daily Mail on 30 May 2006 that Loach''s political viewpoint "requires the portrayal of the British as sadists and the Irish as romantic, idealistic resistance fighters who take to violence only because there is no other self-respecting course," and attacked his career in an article that Loach criticised as inaccurate. The following week, Edwards continued her attack in The Guardian, admitting that her first article was written without seeing the film (which at that stage had only been shown at Cannes), and asserting that she would never see it "because I can''t stand its sheer predictability." One day after Edwards'' initial article appeared, Tim Luckhurst of The Times called the film a "poisonously anti-British corruption of the history of the war of Irish independence" and compared Loach to Nazi propagandist director Leni Riefenstahl. Yet George Monbiot revealed on 6 June, also in The Guardian, that the production company had no record of Luckhurst having attended a critics'' screening of the as-yet unreleased film, and Luckhurst refused to comment. In a generally positive review, the Irish historian Brian Hanley suggested that the film might have dealt with the IRA''s relationship with the Protestant community, as one scene in its screenplay did.

Left-wing commentators in Ireland have long examined the Irish War of Independence as an example of class struggle, as well as nationalism. The film has also revived debate on rival interpretations of Irish history.





เข้าชม : 526    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originEurope: recommend: SubtitleThai: SubtitleEnglish



หนังยุโรปเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ