[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

INDY MOVIE REVIEW
 
Last Tango in Paris (1972)
 (บรรยายอังกฤษ) 
 
   
 

Director:Bernardo Bertolucci Producer:Alberto Grimaldi Story by:Bernardo Bertolucci Screenplay by:Bernardo Bertolucci, Franco Arcalli, Dialogue: Agnès Varda, Jean-Louis Trintignant  Music by:Gato Barbieri Cinematography:Vittorio Storaro  Edited by:Franco Arcalli, Roberto Perpignani Running time:129 minutes Country:France, Italy Language:English, French Genre:Drama, Romance  Subtitle:English  Starring: Marlon Brando as Paul, Maria Schneider as Jeanne, Jean-Pierre Léaud as Thomas,

Maria Michi as Rosa''s mother, Massimo Girotti as Marcel, Giovanna Galletti as the prostitute, Catherine Allégret as Catherine,
Catherine Breillat as Mouchette, a dressmaker
Marie-Hélène Breillat as Monique, a dressmaker
Darling Légitimus as the Concierge
, Veronica Lazar as Rosa

 
 

(บทความนี้ตัดมาจาก..http://movie.mthai.com/bioscope/203595.html ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
“ฉันรู้สึกเหมือนโดนข่มขืนจริงๆ” เบื้องหลังฉากเซ็กซ์อื้อฉาวใน Last Tango in Paris

     ไม่กี่วันก่อน Last Tango in Paris (1972) ของผู้กำกับแบร์นาโด แบร์โตลุชชี กลับมาเป็นประเด็นร้อนเมื่อคลิปที่แบร์โตลุชชีขึ้นพูดเมื่อปี 2013 ถูกนำมาเผยแพร่ เพราะเขาเล่าถึงฉากเซ็กซ์อื้อฉาวในหนัง ที่ซึ่งตัวละครของมาร์ลอน แบรนโด (ตอนนั้นอายุ 48 ปี) ใช้เนยแทนเจลหล่อลื่นทารอบทวารหนักตัวละครของมาเรีย ชไนเดอร์ (วัย 19 ปี) เพื่อข่มขืนเธอ
     ความรุนแรงที่ปรากฏไม่เพียงจะอยู่ในภาพยนตร์เท่านั้น เมื่อในชีวิตจริง แบร์โตลุชชีกับแบรนโดวางแผนจะถ่ายทำฉากนี้นอกสคริปต์โดยไม่บอกให้ชไนเดอร์รู้เพราะอยากให้เธอแสดงความรู้สึกจริงๆ ออกมา
     ก่อนหน้านี้ ในปี 2007 ชไนเดอร์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “แม้ว่ามาร์ลอน แบรนโดจะไม่ได้ลงมือทำจริงๆ ระหว่างถ่ายทำ แต่น้ำตาที่ฉันร้องไห้นั่นก็เป็นของจริง ฉันรู้สึกอับอายมาก และด้วยความสัตย์นะคะ-รู้สึกเหมือนโดนข่มขืนจริงๆ ทั้งจากมาร์ลอนและแบร์โตลุชชี”
     “ฉันโกรธจัด ตอนนั้นฉันควรจะเรียกเอเยนต์หรือนักกฎหมายมาที่ฉากด้วย เพราะคุณไม่สามารถบังคับใครให้ทำในสิ่งที่ไม่อยู่ในสคริปต์ได้หรอกนะคะ แต่ตอนนั้น ฉันไม่รู้จะทำอะไรได้จริงๆ”
     ชไนเดอร์ยังบอกอีกว่า นักแสดงอย่างแบรนโดพูดกับเธอแค่ว่า “อย่ากังวลไปเลย มันก็แค่หนังน่ะ” และหลังจากการถ่ายทำ แบรนโดไม่แม้แต่จะปลอบใจหรือขอโทษเธอ ซึ่งโชคดีที่การถ่ายทำเสร็จสิ้นในเทคเดียวเท่านั้น
     และภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ของชไนเดอร์ ผู้กำกับดังก็ไม่เคยยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นความผิดพลาด เขาตอบโต้เพียงแค่ว่า “ผมรู้สึกผิดแต่ไม่เสียใจเลย” “ผมอยากให้เธอมีปฏิกิริยาแบบเด็กสาวจริงๆ ไม่ใช่จากการแสดง” อย่างไรก็ตาม หลังถูกกระแสสังคมวิจารณ์แหลกเละ แบร์โตลุชชีออกมาแก้ข่าวว่า นี่เป็นเรื่องที่ “เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว”
     “ผมพูดกับแบรนโดว่าอย่าไปบอกมาเรียนะว่าเราจะใช้เนยกัน เพราะเราอยากได้ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของเธอเมื่อเห็นว่ามีการใช้เนย ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดปกติไง แต่คนก็ไปเข้าใจกับว่ามาเรียไม่ได้รับแจ้งว่าจะมีการถ่ายทำฉากการใช้ความรุนแรง ซึ่งมันไม่จริงเลย”
     “มาเรียรับทราบทุกอย่างดีอยู่แล้วเพราะเธออ่านสคริปต์มาแล้ว ซึ่งทุกฉากทุกตอนก็มีอยู่ในนั้นหมดนั่นแหละ อย่างเดียวที่แปลกออกไปคือเรื่องของการใช้เนยเท่านั้น”
     อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะแบรนโดหรือชไนเดอร์กล่าวว่า พวกเขาต่างรู้สึก “บอบช้ำ” หลังจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ และหลังจากการถ่ายทำ แบร์โตลุชชีไม่ได้พบชไนเดอร์อีกเลยด้วยเหตุผลว่า ทั้งเขาและแบรนโดถูกนักแสดงสาวเกลียดเข้ากระดูกดำ
     ฟากชไนเดอร์เอง หลังจากฝังใจเรื่องนี้ไว้นานหลายสิบปี และตัดสินใจให้สัมภาษณ์กับสื่อ ภายหลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวัยเพียง 58 ปีเมื่อปี 2011


 

(บทความนี้ตัดมาจาก.. http://movie.mthai.com/bioscope/203783.html..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

“ไม่มีใครข่มขืนใครใน Last Tango in Paris” ปากคำล่าสุดของผกก. ภาพต่อฉากเซ็กซ์อื้อฉาวในหนัง
     วิตโตริโอ สโตราโร ผู้กำกับภาพประจำหนัง Last Tango in Paris ออกมาให้ความเห็นหลังฉากเซ็กซ์ “ทาเนย” อันอื้อฉาวของหนังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนาหู กรณีผู้กำกับดังแบร์นาโด แบร์โตลุชชี ร่วมมือกับนักแสดงนำของเรื่องอย่างมาร์ลอน แบรนโด ว่าจะใช้เนยแทนเจลหล่อลื่นทารอบทวารหนักตัวละครของมาเรีย ชไนเดอร์-โดยที่ฉากนี้ไม่มีอยู่ในสคริปต์และเธอก็ไม่รู้จนกระทั่งถึงเวลาถ่ายทำ
     ประเด็นนี้ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความรุนแรงที่ไม่เพียงปรากฏอยู่ในจอ แต่อยู่นอกจอและหลังการถ่ายทำด้วย เมื่อชไนเดอร์ไม่ได้อยู่ในสภาวะยินยอมพร้อมใจ ดังที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “แม้ว่ามาร์ลอน แบรนโดจะไม่ได้ลงมือทำจริงๆ ระหว่างถ่ายทำ แต่น้ำตาที่ฉันร้องไห้นั่นก็เป็นของจริง ฉันรู้สึกอับอายมาก” “ฉันรู้สึกเหมือนโดนข่มขืนจริงๆ ทั้งจากมาร์ลอนและแบร์โตลุชชี”
     ล่าสุด สโตราโรซึ่งเป็นผู้กำกับภาพและเป็นตากล้องที่ถ่ายทำฉากทาเนยดังกล่าว ออกมาแสดงความปกป้องผู้กำกับซึ่งสนิทกันกับเขาอย่างแบร์โตลุชชีว่า ในฉากเซ็กซ์ที่ว่านั้น “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ระหว่างการถ่ายทำทั้งสิ้น “ผมอยู่ตรงนั้น พวกเราก็ถ่ายหนังกันอยู่นี่แหละ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรกันจริงๆ ผมอยู่ตรงนั้นพร้อมกล้องอีกสองตัว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครข่มขืนใครทั้งนั้น” “ผมว่าพวกนักข่าวปั่นเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมา บอกว่ามีการใช้ความรุนแรงกับเธอ (ชไนเดอร์) ผมอ่านแล้วล่ะ ซึ่งมันไม่จริง ไม่จริงเลย” “บางทีแบร์โตลุชชีคงรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อธิบายทุกอย่างให้มาเรียฟังโดยละเอียดตั้งแต่แรก เขาถึงได้รู้สึกผิดอยู่หน่อยๆ ไง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ที่แบร์โตลุชชีบอกว่าอยากขอโทษมาเรีย ก็เพราะเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อธิบายทุกอย่างที่เขาคุยกับแบรนโดอย่างละเอียดให้เธอฟังแค่นั้นแหละ ระหว่างถ่ายทำมันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น” “มาเรียน่ะรู้ดีทีเดียวล่ะว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ เธอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละฉาก เธอคือนักแสดงและไม่มีปัญหากับเรื่องพวกนี้ ก็มันคืองาน”
     อย่างไรก็ดี สโตราโรนั้นทำงานกับแบร์โตลุชชีมานานมากนับตั้งแต่เรื่อง The Conformist และ The Last Emperor รวมทั้งระหว่างที่ถ่ายทำเรื่อง Last Tango in Paris นั้น เขาเจอกับนักแสดงนำอย่างแบรนโดทุกเช้าเพื่อพูดคุยถึงการถ่ายทำในแต่ละวัน เพราะแบรนโดมักจะมีไอเดียใหม่ๆ มาเสนอเสมอ


(บทความนี้ตัดมาจาก.. https://raremeatblog.wordpress.com/2016/10/02/last-tango-in-paris-1972/ ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

Last Tango in Paris (1972) : Bernardo Bertolucci
     โดยผู้กำกับชาวอิตาเลี่ยน Bernardo Bertolucci นำแสดงโดย Marlon Brando, Maria Schneider และ Jean-Pierre Léaud ถ่ายทำที่ Paris, France อีกหนึ่งหนังเรต X ที่มีเลิฟซีนอันเลื่องชื่อ… แต่เดี๋ยวก่อน Marlon Brando เนี่ยนะเล่นหนัง X … มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะครับ
     การพบกันโดยบังเอิญของชาย-หญิงนิรนาม (Marlon Brando กับ Maria Schneider) ในห้องพักห้องหนึ่ง ที่อยู่ดีๆ ชายคนนั้นก็ข่มขืนหญิงสาว แต่แทนที่เธอจะขัดขืนกลับยินยอม แล้วยังกลับมาพบกันในห้องนี้อีก ชายหนุ่มเช่าห้องไว้เป็นรังรักของพวกเขา คนหนึ่งเพื่อปลดเปลื้องทิ้งความเจ็บปวดไว้ข้างนอก อีกคนเพื่อแสวงหาแฟนตาซีใน Sex
     Bernardo Bertolucci (1940-ยังมีชีวิตอยู่) ผู้กำกับและนักเขียนบทชาวอิตาเลี่ยน เป็นอีกคนหนึ่งที่คอหนังควรจดจำชื่อไว้นะครับ มีผลงานที่ทำให้เขาได้ Oscar อย่าง The Last Emperor (1987) ที่เข้าชิง 9 สาขากวาดเรียบ, สำหรับหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากความฝันแฟนตาซีของของตนเอง ‘ฝันว่าได้พบหญิงสาวสวยที่เดินอยู่บนท้องถนน แล้วได้มี Sex กับเธอโดยไม่รู้ว่าเป็นใคร’ (He once dreamed of seeing a beautiful nameless woman on the street and having sex with her without ever knowing who she was)
     แรงบันดาลใจแรกของหนัง มาจากภาพวาดของ Francis Bacon (1909-1992) ที่จะมี 2 ภาพปรากฎขึ้นตอน Opening Credit
Double Portrait of Lucian Freud and Frank AuerbachStudy for a Portrait
     ภาพแรกชื่อ Double Portrait of Lucian Freud and Frank Auerbach และภาพที่สอง Study for a Portrait, สิ่งที่โดดเด่นในผลงานของ Bacon คือการลงสีจัดแสงที่ประณีตงดงาม และผิวหนังของมนุษย์ ที่มีลักษณะเปรียบเหมือนคล้ายเนื้อสด (raw meat), Bertolucci ขณะอยู่ใน Paris เดินทางไปชมการจัดแสดงภาพวาดของ Bacon ที่ Grand Palais อยู่เรื่อยๆ กล่างถึงภาพวาดเหล่านี้ว่า ‘แสงสีในภาพวาดทั้งสอง ทำให้นึกถึง Paris ในฤดูหนาว’ แสงสีที่เขาพูดถึงนี้ ได้กลายมาเป็นบรรยากาศ โทนสี อารมณ์ของหนัง
     ครั้งหนึ่ง Bertolucci พา Marlon Brando ไปชมการจัดแสดงภาพวาดของ Bacon นี้ด้วย แล้วบอกให้ Brando จินตนาการ เปรียบเทียบตัวเองกับรูปร่าง เนื้อหนังของภาพวาด แล้วนำเสนอตัวละครให้ออกมามีลักษณะ ใบหน้าเหมือนถูกบางสิ่งบางอย่างกลืนกินจากข้างใน อีกหนึ่งแรงบันดาลใจของ Bertolucci มาจากการได้ดู Blue Movie (1969) ของ Andy Warhol หนังเรต X ที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวละครมี Sex กัน เป็นเรื่องแรกที่หนังลักษณะนี้ฉายในโรงภาพยนตร์
     กลับมาที่ Last Tango in Paris เรื่องราวสร้างโดย Bernardo Bertolucci และ Franco Arcalli โดยมี Agnès Varda แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสให้ เรื่องราวของหนังภายหลังกลายได้รับการดัดแปลงเป็นนิยายโดย Robert Alley
     ความตั้งใจแรกของ Bertolucci ต้องการเลือก Dominique Sanda ให้รับบทนำ คู่กับ Jean-Louis Trintignant แต่ภายหลัง Trintignant บอกปัดข้อเสนอ กลายเป็น Marlon Brando ที่ตอบตกลง แต่ Sanda ดันท้องเสียก่อน ขอถอนตัว สุดท้ายตกเป็น Maria Schneider อายุ 19 ปีที่ได้บทไป
     การแสดงของ Brando ถือว่าสุดยอดอยู่แล้ว โดยเฉพาะสีหน้าที่ยิ่งกว่าสมจริง (ผมเห็นมีคนใช้คำว่า Hyper-real) กับคำพูดประโยคแรกในหนัง ‘Fucking God!’ แทบไม่ต้องอธิบายเลยว่า เขาผ่านอะไรมา ทุกอย่างแสดงออกผ่านสีหน้าทั้งหมดแล้ว, ฉากที่ผมคิดว่าเป็นไฮไลท์ของ Brando คือตอนระบายความอัดอั้นในใจต่อหน้า ร่างของภรรยา แล้วพูดว่า ‘Who the hell were you?’ แล้วก็สถบสารพัดคำหยาบออกมา ผมดูหนังเรื่องนี้ตอนมึนๆยังรู้สึกขนลุก การแสดงของ Brando ทำให้ท้องผมปั่นป่วนเสียยิ่งกว่าตอนกำลังเมาเสียอีก
     Marlon Brando ยิ่งดังเท่าไหร่ ก็ยิ่งเรื่องมาก กวนประสาทขึ้นทุกวัน เพราะคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด ไม่ต้องง้อใคร เป็นนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก, กับหนังเรื่องนี้ที่ต้องพูดภาษาฝรั่งเศสกว่าครึ่ง เขาบอกกับผู้กำกับว่า จะไม่จดจำบทพูด ให้ใช้การเขียนใส่กระดาษแล้วเขาจะอ่านตาม (สังเกตเวลา Brando มีฉากพูดยาวๆ สายตาเขาจะกลิ้งกลอกไปมา) ถ้าเป็นสมัยนี้ใครเอาแต่ใจแบบนี้ อาจโดนไล่ออกจากกองถ่ายเลยไปแล้ว แต่ตอนนั้นใครจะไปกล้าหือกับ Brando เพราะการได้เขายอมตกลงที่จะแสดง ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากที่สุดแล้ว
     สำหรับ Maria Schneider นักแสดงสาวชาวฝรั่งเศส ที่ขณะนั้นเพิ่งอายุ 19 ยังไม่รู้ประสีประสาอะไรมากในวงการภาพยนตร์ เธอไม่มีความละอายที่จะต้องปกปิดเรือนร่างของตนเอง แต่หลังจากหนังเรื่องนี้ก็ไม่เคยเล่นหนังที่มีฉากโป๊เปลือยอีกเลย, สิ่งที่ Bertolucci และ Brando ทำกับเธอ เรียกว่าเป็นการ ‘ขมขืนทางอารมณ์’ (Emotional Rape) แม้ฉากข่มขืนในหนัง เธอจะออกมายืนยันเองว่า ไม่มีการร่วมเพศแบบ Intercourse แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างถ่ายทำและหลังจากหนังฉาย ทำให้เธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
     การแสดงของ Schneider ไม่ได้มีอะไรที่หวือหวามากนัก ยกเว้น Sex Scene ที่บ้าคลั่ง, ในห้องแห่งนั้นเปรียบได้กับแฟนตาซีที่เกิดขึ้นในจิตใจของตัวละคร มันมีความบ้าระห่ำ รุนแรง และคาดไม่ถึง, Sex Scene ส่วนใหญ่ในหนังจะเป็น Schneider ที่เปลือย ส่วน Brando มีฉากเดียวเอง(มั้ง) ที่เปลือย, การข่มขืนที่เจ็บปวดที่สุดคือ ฉากที่เรียกว่า ‘Butter Scene’ (ฉากเนย) มีหลายคนมองว่านี่คือ Anal Rape (การข่มขืนทางทวารหนัก) เห็นว่าตอนถ่ายฉากนี้ Bertolucci ไม่ได้อธิบายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ Schneider ฟัง ฉากนี้ไม่ได้มีอยู่ในบทด้วย แล้วอยู่ดีๆ Brando ก็กระทำกับเธอเลย น้ำตาที่เราเห็นคือความรู้สึก สิ่งที่ออกมาจากตัวของเธอจริงๆ ทั้งหวาดหวั่น ใจสั่นกลัว เหมือนถูกทำให้ขายหน้า, กับเหตุการณ์นี้ ทำให้ชีวิตของ Schneider เปลี่ยนไปเลยนะครับ ภายเธอออกมาแสดงความรู้สึกว่า ‘เหมือนถูก Bertolucci และ Brando ข่มขืนทางอารมณ์’
     I should have called my agent or had my lawyer come to the set because you can’t force someone to do something that isn’t in the script, but at the time, I didn’t know that. Marlon said to me: ‘Maria, don’t worry, it’s just a movie,’ but during the scene, even though what Marlon was doing wasn’t real, I was crying real tears. I felt humiliated and to be honest, I felt a little raped, both by Marlon and by Bertolucci. After the scene, Marlon didn’t console me or apologise. Thankfully, there was just one take.
     อีกหนึ่งตัวละครสมทบ Jean-Pierre Léaud รับบทแฟนหนุ่มของนางเอก, Léaud คือนักแสดงที่คอหนังฝรั่งเศสน่าจะต้องจดจำเขาได้นะครับ เด็กหนุ่มใน The 400 Blows (1959) ที่ถือว่าเป็นนักแสดงที่เป็นหน้าเป็นตาของ French New Wave เลย, สำหรับหนังเรื่องนี้ Léaud มาในมาดเพลย์บอยผู้กำกับ ที่ปรากฎตัวออกมาทีไรก็พูดไม่มีหยุดเลย (มีหนังหลายเรื่องของ Léaud ที่เป็นแบบนี้นะครับ ตัวละครพูดอะไรก็ไม่รู้น้ำไหลไฟดับ พี่แกความทรงจำดีมากๆ หล่อโคตรๆด้วย)
     เกร็ด: Léaud ชื่นชม เคารพ Brando มากๆ แต่กลัวที่จะเจอตัวจริง เขาเลือกถ่ายหนังวันเสาร์ ที่ Brando ไม่ยอมทำงาน และไม่เคยพบกันในและนอกกองถ่ายสักครั้ง
     ถ่ายภาพโดยปรมาจารย์ Vittorio Storaro ที่ถ่ายหนังเรื่อง Apocalypse Now (1979), กับหนังเรื่องนี้โดดเด่นมากๆกับ โทนสี บรรยากาศของหนัง ที่ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับภาพวาดของ Francis Bacon เปะๆเลยละครับ โดยเฉพาะในห้องนั้น ทั้งการเคลื่อนกล้องและลำแสงที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา (ขณะพระอาทิตย์ทอแสง) นี่สวยงามมากๆ แสงสีส้มๆให้ความรู้สึกเหมือนพระอาทิตย์ยามสาย อบอุ่น นุ่มนวล ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์, แต่กับฉากอื่นๆของหนัง จะมีโทนสี บรรยากาศที่ตรงกันข้ามเลย ฝั่งของตัวละคร Brando ในโรงแรม จะมีหลายฉากที่เล่นกับความมืดมิด (มีฉากไฟดับ ปิดประตู ฯ), ส่วนฝั่งนางเอก จะออกโทนน้ำตาล เทาแก่ๆ ให้ความรู้สึกแห้งแล้ง จืดชืด, และฉากตอนจบ ในห้องของนางเอก โทนสีแบบว่าเย็นยะเยือก เหมือนหิมะ แทนด้วยจุดสิ้นสุดของความฝัน
     ตัดต่อโดย Franco Arcalli และ Roberto Perpignani, หนังเล่าเรื่องผ่านมุมมองของทั้ง 2 ตัวละครหลัก ใช้การตัดสลับเรื่องราว ก่อนที่จะมาบรรจบพบกันในห้องแห่งนั้น, การตัดต่อถือว่าเข้ากับงานภาพใช้ได้เลย มีความต่อเนื่อง ไม่ทำให้การเคลื่อนไหวภาพมีการสะดุด, ผมสังเกตว่าการ Rape ครั้งแรกใช้ Long-take ไม่มีการตัด แต่การ Rape ตอน Butter Scene มีการตัดสลับ… ผมเชื่อว่าความตั้งใจของผู้กำกับ กับ Butter Scene คงไม่ได้ต้องการตัดต่อเอาช็อตอื่นมาใส่แทรกนะครับ ตั้งใจ Long-take แน่ๆ แต่เพราะถ้าปล่อยยาวไปเลย ผู้ชมคงรู้สึกกระอักกระอ่วนมาก มันเป็นอะไรที่ไม่น่าอภิรมย์เลย นี่ทำให้ต้องตัดสลับเอามุมอื่นมาใส่ให้เห็นบ้าง จะได้ลดความรู้สึกแย่ๆลงไป (กับ Rape ตอนแรกมันเซอร์ไพรส์แบบไม่รู้ตัวนะครับ เลยไม่ต้องใช้การตัดสลับมุมใดๆ)
     เพลงประกอบโดย Gato Barbieri เรียบเรียงและกำกับวงโดย Oliver Nelson กลิ่นอายของชื่อหนัง Tango และ Paris ลอยหึ่งอยู่เต็มๆ ผสมรสสัมผัสของ Jazz ที่ให้ความรู้สึกล่องลอย หอมกรุ่น, กับฉากสำคัญๆ ขณะเข้าด้ายเข้าเข็มจะไม่มีเพลงประกอบดังขึ้นนะครับ หนังใช้ความสด สมจริง แต่หลังจากเสร็จสมขึ้นบนสวรรค์แล้ว เพลงประกอบถึงก็จะค่อยๆดังขึ้นมา สรุปอารมณ์ ความรู้สึก เรื่องราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนเวลากินข้าวอิ่ม ดูหนังเสร็จ เราจะรู้สึกอิ่มเอิบ ล่องลอย สบายตัว เพลงประกอบใช้บรรยายความรู้สึกเหล่านี้
     หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไรกัน? ผมมองเป็นการผจญภัยทางอารมณ์ ของทั้งสองตัวละคร, พระเอก หลังจากที่ภรรยาฆ่าตัวตาย (หนังจบก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไม) เขาต้องการที่จะหนีจากโลกความจริง ได้สร้างโลกแฟนตาซีของตัวเองขึ้น ในห้องแห่งนี้ ใช้ Sex ที่แปลกประหลาดพิศดาร คือการระบายความรู้สึกอัดอั้นของตนเองออกมา, ส่วนหญิงสาวแรกรุ่น ผู้ความใคร่รู้ใคร่ลองใคร่อยาก หลังจากได้พบประสบการณ์ ความรู้สึกที่แปลกประหลาด ทำให้หลงใหล คลั่งไคล้ ติดกับดักในห้วงอารมณ์ และความต้องการ ที่ห้องแห่งนี้จึงกลายเป็นเหมือนสรวงสวรรค์แฟนตาซีข ที่จะได้เรียนรู้ รองรับจินตนาการของเธอ
     แค่นี้แหละครับ หนังไม่มีอะไรในกอไผ่เท่าไหร่ เป็นหนังที่สร้างด้วยอารมณ์ ความรู้สึก วิธีจะดูให้เข้าใจคือต้องสังเกตอารมณ์ การแสดงออกของตัวละคร สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง คำพูด รับรู้รับสัมผัสเข้ามา แล้วเข้าใจให้ได้ว่านั้นคืออารมณ์ ความรู้สึกอะไร แค่นี้ก็จะเข้าใจหนังได้โดยถ่องแท้เลย, มันอาจจะยากเสียหน่อยในช่วงแรกๆ เพราะหนังไม่ได้บอกคุณว่า อะไรทำไม ซึ่งทุกสิ่งอย่างจะค่อยๆถูกเปิดเผยออก หญิงสาวเธอเป็นใคร? พระเอกมีปมปัญหาอะไร? ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจไม่บอกชื่อตนเองออกมา? ต้องดูหนังให้จบถึงจะเข้าใจปริศนาทั้งหมด
     กับช่วงท้าย มันเกิดอะไรขึ้นกับพระเอก? ปมปัญหาของเขา คือการไม่ยอมรับโลกความจริงที่ตนอยู่ (ต้องการหนีโลก) ด้วยความที่ไม่เข้าใจสาเหตุ ทำไมภรรยาถึงฆ่าตัวตาย ทำให้รับตนเองไม่ได้ (อาจโทษว่าตนเป็นต้นตอการตายของเธอ) ตอนที่เขาพูดระบายความรู้สึกกับภรรยา มีคำพูดประโยคหนึ่งบอกว่า ‘อยากฆ่าตัวตาย แต่ไม่รู้จะทำยังไง’ วิธีหนึ่งของผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิต คือ สร้างโลกในจินตนาการ แล้วหลบหนีเข้าสู่โลกนั้น สิ่งที่พระเอกทำก็คือลักษณะนี้แหละ เขามีโลกแฟนตาซีของตนเองอยู่ แต่คราวนี้เขาต้องการหลบหนีเข้าไปสู่โลกนั้นโดยสมบูรณ์ ทำให้เขาตามตื้อหญิงสาวไปถึงห้องของเธอ เพื่อว่านั่นจะได้กลายเป็นโลกใบใหม่ของเขา แต่เธอกลับไม่ยอม เพราะตนกำลังจะแต่งงานมีโลกใบใหม่ของตนเอง… นี่ทำให้ตอนจบเธอพึมพัมว่า ฉันไม่รู้จักเขา ใครก็ไม่รู้พยายามจะข่มขืนฉัน นี่เป็นการป้องกันตนเอง… นี่เป็นการปกป้องโลกส่วนตัวของเธอ
     Tango จังหวะแทงโก้ คือท่าเต้นประเภท Ballroom dance ดนตรีจะมีจังหวะลีลา ท่วงทำนอง กระตุ้นเร้าอารมณ์ นุ่มนวลคล้ายอารมณ์รักของหนุ่มสาว, Last Tango ในหนังเปรียบเทียบกับการแข่งขันเต้น Tango รอบชิงชนะเลิศสุดท้ายในภัตราคาร ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ขณะที่คู่พระนางก็ได้เข้าไปร่วมแจมด้วย แต่แบบคนเมาเข้าไปป่วนงาน นี่แสดงถึงท้ายสุดของความรักชายหญิง ที่สะเปะสะปะ เละเทะไม่เป็นท่า หมดอารมณ์ไร้จังหวะ ถ้ายังฝืนเต้นไปต่อก็จะมีแต่รังขายขี้หน้า คงต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ต้องเสียสละ หรือตกตายกันไป (ผมว่านี่อาจจะคือเหตุผลที่ภรรยาของพระเอกฆ่าตัวตายก็ได้นะครับ)
     ส่วนตัวผมเฉยๆกับหนังเรื่องนี้ คงเพราะตอนดูผมกำลังกรึ่มๆ มึนๆ ทำให้สัมผัสอารมณ์ของหนังไม่ได้เท่าไหร่ เรื่องราวก็ไม่รู้เข้าใจได้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน (ก็ถูไถได้ตามที่เล่ามานะครับ) แต่การแสดงของ Marlon Brando ถือว่าสุดยอด กินขาด ไร้ที่ติ และแนวทางกำกับของ Bertolucci กับวิธีการนำเสนอถ่ายภาพเคลื่อนไหว และตัดต่อทำออกมาได้ยอดเยี่ยม แต่การกำกับนักแสดงผมว่าผู้กำกับคนนี้ ไม่น่าคบหาน่านับถือเท่าไหร่
     สำหรับฉาก rape ผมรู้สึกว่ามันรุนแรงมากๆนะ ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องทำกันขนาดนั้นด้วย แต่เพราะแฟนตาซีของหนังมันคือแฟนตาซีของผู้กำกับ ผมมองว่ามันเกินเลยล้ำเส้นไปนิด กับผู้ชายผลกระทบไม่มากเท่าไหร่หรอก แต่ผู้หญิงนะสิ (เห็นว่า Schneider ทั้งติดยา พยายามฆ่าตัวตายแต่ก็รอดมาได้ เธอให้สัมภาษณ์ภายหลัง ระลึกได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากเธอ มีอิทธิพลมาจากหนังเรื่องนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น) การข่มขืนทางอารมณ์ มันเลวร้ายกว่าการโดนข่มขืนทางกายอีกนะครับ
     ทุนสร้าง $1.25 ล้านเหรียญ (ครึ่งหนึ่งคือค่าตัวของ Brando) หนังทำเงินทั่วโลก $96.3 ล้านเหรียญ, ได้เข้าชิง Oscar 2 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Director
– Best Actor in a Leading Role (Marlon Brando)
     ตอนหนังฉายในอเมริกาครั้งแรก ได้เรต X แบบไม่ต้องคิดมากเลย แต่ต่อๆมาเมื่อได้ฉายใหม่ในปี 1997 เปลี่ยนมาเป็นเรต NC-17 (มันก็คือเรต X แบบแรงกว่านะครับ), ในอิตาลี หนังถูกแบนในสัปดาห์แรก และให้ตัดบางฉากออกถึงฉายได้ ส่วนศาลสั่งให้ Bertolucci ต้องถูกภาคทัณฑ์ 4 เดือน และเพิกถอนสิทธิ์พลเมือง 5 ปี (คุ้มกันไหมนิ)
     แนะนำกับแฟนหนัง Marlon Brando ถือว่าเขาแบกหนังไว้ทั้งเรื่องจริงๆ, กับคนชอบหนังแนว Erotic มีฉาก Love Scene สวยๆ, คนทำงานสายถ่ายภาพ ถ่ายรูป นี่เป็นหนังที่มีงานภาพสวยมากๆ โดยเฉพาะการจัดแสง ศึกษาไว้เป็นดี
     จัดเรต NC-17 ไม่เหมาะสำหรับคนอายุต่ำกว่า 17 ฉากโป๊เปลือยคงไม่เท่าไหร่ แต่ Rape นี่สิอันตรายรุนแรง

TAGLINE | “Last Tango in Paris หนังเรต X เลื่องชื่อโดยผู้กำกับ Bernardo Bertolucci และสุดยอดการแสดงของ Marlon Brando มีแค่สองอย่างนี้ก็น่าสนใจแล้ว”


(คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่ สกอเมาส์หรือกดปุ่มคีบอร์ดลูกศรเพื่อดูรูปต่อไป) 

รางวัล:Nominated for 2 Oscars. Another 6 wins & 7 nominations.

 

 

Academy Awards, USA 1974

Nominated
Oscar
Best Actor in a Leading Role
Marlon Brando 
Best Director
Bernardo Bertolucci 
 

Golden Globes, USA 1974

Nominated
Golden Globe
Best Motion Picture - Drama
Best Director - Motion Picture
Bernardo Bertolucci 
 

BAFTA Awards 1974

Nominated
BAFTA Film Award
Best Actor
Marlon Brando 
 

David di Donatello Awards 1973

Won
Special David
Maria Schneider 
For Cari genitori
For her acting.
 

Directors Guild of America, USA 1974

Nominated
DGA Award
Outstanding Directorial Achievement in Motion Pictures
Bernardo Bertolucci 
 

Golden Goblets, Italy 1973

Won
Golden Goblet
Best Director (Migliore Regista)
Bernardo Bertolucci 
 

Golden Screen, Germany 1974

Won
Golden Screen
 
 

Grammy Awards 1974

Nominated
Grammy
Album of Best Original Score Written for a Motion Picture
Gato Barbieri 
 

Italian National Syndicate of Film Journalists 1973

Won
Silver Ribbon
Best Director (Regista del Miglior Film)
Bernardo Bertolucci 
 

National Society of Film Critics Awards, USA 1974

Won
NSFC Award
Best Actor
Marlon Brando 
2nd place
NSFC Award
Best Film
Tied with Mean Streets (1973) in 2nd place.
Nominated
NSFC Award
Best Actress
Maria Schneider 
5th Place
 

New York Film Critics Circle Awards 1974

Won
NYFCC Award
Best Actor
Marlon Brando 
 
 


Last Tango in Paris (Italian: Ultimo tango a Parigi) is a 1972 Franco-Italian erotic drama film directed by Bernardo Bertolucci which portrays a recently widowed American who begins an anonymous sexual relationship with a young Parisian woman. It stars Marlon Brando, Maria Schneider, and Jean-Pierre Léaud.

The film''s raw portrayal of sexual violence and emotional turmoil led to international controversy and drew various levels of government censorship in different venues. Upon release in the United States, the most graphic scene was cut and the MPAA gave the film an X rating. After revisions were made to the MPAA ratings code, in 1997 the film was re-classified NC-17 for "some explicit sexual content". Metro-Goldwyn-Mayer released a censored R-rated cut in 1981.

Paul (Marlon Brando), a middle-aged American hotel owner mourning his wife''s suicide, meets a young, engaged Parisian woman named Jeanne (Maria Schneider) at an apartment that both are interested in renting. Paul takes the apartment after they begin an anonymous sexual relationship there. He insists that neither of them must share any personal information, even given names. The affair continues until one day, Jeanne arrives at the apartment and finds that Paul has packed up and left without warning.

Paul later meets Jeanne on the street and says he wants to renew the relationship. He tells her of the recent tragedy of his wife. As he tells his life story, they walk into a tango bar, where he continues telling her about himself. The loss of anonymity disillusions Jeanne about their relationship. She tells Paul she does not want to see him again. Paul, not wanting to let Jeanne go, chases her back to her apartment, where he tells her he loves her and wants to know her name.

Jeanne takes a gun from a drawer. She tells Paul her name and shoots him. Paul staggers out onto the balcony, mortally wounded, and collapses. As Paul dies, a dazed Jeanne mutters to herself that he was just a stranger who tried to rape her and she did not know who he was, as if in a rehearsal, preparing herself for questioning by the police.




เข้าชม : 2530    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: ArtAndErotic: BeautifulPicture: classic: curious: originEurope: recommend: SubtitleEnglish: VintageErotic



หนังสยิ้วกิ้วเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ