[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

INDY MOVIE REVIEW
 
The Gospel According to St. Matthew (1964)
 (บรรยายไทย) 
 
   
 

Director:Pier Paolo Pasolini Producer:Alfredo Bini Screenplay by:Pier Paolo Pasolini Based on Gospel of Matthew 

Music by:Luis Enríquez Bacalov, Carlo Rustichelli Cinematography:Tonino Delli Colli  Edited by:Nino Baragli

Running time:137 minutes Country:Italy Language:Italian Genre:Biography, Drama, History  Subtitle:English,  ไทย   Starring: Enrique Irazoqui as Christ, Enrico Maria Salerno as Christ''s voice, Margherita Caruso as Mary (younger),
Susanna Pasolini as older Mary
, Marcello Morante as Joseph, Gianni Bonagura as Joseph''s voice, Mario Socrate as John the Baptist,
Pino Locchi as John''s voice
, Settimio Di Porto as Peter, Alfonso Gatto as Andrew, Luigi Barbini as James, Giacomo Morante as John,
Giorgio Agamben as Phillip
, Guido Cerretani as Bartholomew, Rosario Migale as Thomas, Ferruccio Nuzzo as Matthew,
Marcello Galdini as James, son of Alphaeus
, Elio Spaziani as Thaddaeus, Enzo Siciliano as Simon, Otello Sestili as Judas Iscariot,
Rodolfo Wilcock as Caiaphas
, Alessandro Clerici as Pontius Pilate, Amerigo Bevilacqua as Herod the Great,
Francesco Leonetti as Herod Antipas
, Franca Cupane as Herod, Paola Tedesco as Salome, Rossana Di Rocco as Angel of the Lord,
Renato Terra as Possessed one
, Eliseo Boschi as Joseph of Arimathea, Natalia Ginzburg as Mary of Bethany,
Ninetto Davoli (uncredited) as a shepherd
, Umberto Bevilacqua (uncredited) as a soldier
, France

 
 

The Gospel According to St. Matthew

หนังคว้ารางวัล Special Jury Prize จากเทศกาลหนังเวนิซ และเข้าชิงออสการ์3สาขา


(บทความนี้ตัดมาจาก.. http://www.liveindy.com/inspired/pasolini03.htm..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

     เมื่อครั้งทำหนังสั้นเรื่อง La ricotta ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในสี่ตอนของ RoGoPaG ที่ประกอบด้วยงานของผู้กำกับสี่คนคือ Rossellini, Godard, Pasolini และ Ugo Gregoretti
     La ricotta เป็นหนังที่เกี่ยวกับการถ่ายหนังเรื่องประวัติของพระคริสต์ Orson Welles แสดงเป็นผู้กำกับ (พาโซลินี่ ‘ต้องการคนที่ดูเหมือนเฟลลินี่’ มาเล่นเป็นผู้กำกับ) ฉากที่เป็นปัญหาของหนังก็คือตอนพักเที่ยงที่อยู่ๆนักแสดงหญิงที่เล่นเป็น Magdalene ก็ลุกขึ้นมาเต้นระบำเปลื้องผ้าต่อหน้าทีมงานและนักแสดงชายที่เล่นเป็นพระคริสต์และนักโทษอื่น ที่ยังถูกตรึงกางเขนอยู่ นักแสดงชายคนหนึ่งที่เล่นเป็นขโมย ที่จะถูกลงโทษพร้อมพระเยซู เป็นคนยากจนที่ยอมมาเล่นหนังเรื่องนี้เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว แต่กลับถูกแกล้งให้ตรึงกางเขนอยู่อย่างนั้นตลอดพักกลางวัน พวกทีมงานโยนอาหารไปให้เขากินแต่ก็พลาดตลอด พอเขางับแซนวิชได้ชิ้นนึงก็กินมันอย่างหิวโหย เมื่อเริ่มถ่ายอีกครั้ง Welles ผู้กำกับที่ไม่เคยลุกจากที่นั่งสั่งแอคชั่น ก็ปรากฏว่าชายคนนั้นตายอยู่บนกางเขนซะแล้ว นักแสดงผู้ไม่เคยเถียงหรือบ่นใดๆเลย เขาทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองและครอบครัว สำหรับพาโซลินี่แล้วนี่คือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ แต่หนังกลับถูกฟ้องในข้อหา ‘ลบหลู่ศาสนาประจำชาติ’ คราวนี้เขามีเพื่อนร่วมชะตากรรมด้วย คือหนังเรื่อง Viridiana ของ Lius Bunuel ผู้นำฝ่ายสังคมนิยมอย่าง Pietro Nenni เขียนถึงกรณีนี้ว่า “พาโซลินี่ที่รัก สิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่นี้ คือดัชนีที่ชี้ว่าเรายังอยู่ห่างไกลเพียงใดจากการตระหนักได้ถึงสิทธิของการทำงานศิลปะ” ส่วนนักวิจารณ์อย่าง Piero Citati ถึงกับถามว่า “เป็นไปไม่ได้หรือที่คุณจะเลิกทำหนังและเลิกข้องแวะกับคนพวกนี้ซะที คุณควรจะกลับไปทำงานเขียนและงานวิจารณ์เหมือนกับที่เคยทำ” คำถามนี้คือคำถามเดียวกับที่ Calvino ถามเขา ขณะที่เฟลลินี่กล่าวว่าคดีนี้เป็นเรื่องที่ “ไม่อาจยอมรับได้ .. ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณที่งดงามมักจะถูกขัดขวางโดยคนโง่เสมอ … คนพวกนั้นผลักดันให้เขาต้องแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาใน Gospel (หนังเรื่องต่อไปของพาโซลินี่) มันช่างน่าเศร้าเหลือเกินที่ไม่มีใครเข้าใจ (ความคิดของเขาได้)” ระหว่างถ่ายทำ La ricotta นี่เองที่พาโซลินี่ได้พบกับเด็กหนุ่ม ที่ต่อมาเขาคบหาด้วยจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต Giovanni Davoli หรือ Ninetto เป็นน้องชายของช่างไม้ที่มาทำงานกับหนัง ขณะนั้นเขาอายุสิบสี่ ขณะที่พาโซลินี่กำลังจะอายุครบสี่สิบในเดือนมีนาคมที่จะถึง…
     ก็ถ้าเขาถูกหาว่าดูหมิ่นศาสนา งั้นหนทางแก้ทางเดียวก็คือ ทำหนังที่เดินตามคำสอนทางศาสนาที่เคร่งครัดที่สุดและงดงามที่สุดเท่าที่เคยมีมาซะเลย!!
     หลังจากใช้เวลาอย่างยาวนานในการหาทุน พาโซลินี่ก็เริ่มถ่ายทำ Gospel According to Saint Matthew โดยไม่ใช้บทพูดอื่นเลยนอกจากที่อยู่ในคัมภีร์เล่มนั้น นักแสดงเกือบทั้งหมดในเรื่องล้วนอยู่ในแวดวงวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนหรือกวี เขายังให้แม่ตัวเองเล่นเป็น Mary มารดาของพระคริสต์ ส่วนบทพระคริสต์ที่พาโซลินี่อธิบายว่าคือ “ปัญญาชนในโลกที่ยังมีคนยากจนที่รอคอยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” นั้น หลังจากที่เขาควานหามาตั้งแต่อิสราเอลจนถึงมิลาน กระทั่งเคยคิดจะให้นักเขียนอเมริกัน Jack Kerouac เล่น สุดท้ายเขากลับได้พบ ‘แรงบันดาลใจในฉับพลัน’ กับนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ชาวสเปนที่ไปรอพบเขา เพราะชอบนิยายเล่มแรกของพาโซลินี่ที่แปลเป็นภาษาสเปน

“ผมไม่เชื่อว่าพระคริสต์คือลูกหลานของพระผู้เป็นเจ้า เพราะผมไม่ศรัทธาในพระองค์ - อย่างน้อยก็ในยามที่มีสติอยู่ … แต่ผมเชื่อว่ามีความสำนึกในมนุษยธรรมอันยิ่งใหญ่อยู่ในตัวของเขา มั่นคงและเป็นอุดมคติเหนือมนุษยธรรมสามัญทั้งปวง”

     Gospel ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังที่เวนิซ ปี 1964 หลังผ่านการตรวจเซนเซอร์ ที่หนึ่งในคณะกรรมการเซนเซอร์ถึงกับเอ่ยปากชมว่าเป็น “งานที่ควรค่าแก่การสรรเสริญ ทั้งจากความสง่างามทางศิลปะและแรงบันดาลใจอันสูงส่ง” Gospel คว้ารางวัล Special Jury Prize ขณะที่รางวัลสิงโตทองคำเป็นของ Antonioni จาก Red Desert
     หลังจากงานยุคแรกที่เป็นภาพยนตร์ที่มุ่งเสนอความจริงแบบ Neorealism, Gospel เป็นงานชิ้นที่พาโซลินี่ก้าวเข้าสู่ยุคที่สอง คือภาพยนตร์เชิงกวีนิพนธ์ (Poetic Cinema)
     Alfredo Bini ผู้อำนวยการสร้างของหนัง นำ Gospel เข้าไปจัดฉายในกรุงวาติกัน และกลับมาพร้อมรางวัลสูงสุดจากสำนักงานภาพยนตร์คาธอลิคนานาชาติ (OCIC) นั่นทำให้ฝ่ายการเมืองแทบทุกฝ่ายเนื้อเต้นไปตามๆกัน หนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็น “การเทศนาของลัทธิคอมมิวนิสต์ผ่านคำพูดของ Matthew” ส่วนนักวิจารณ์ต่างก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียก Gospel ว่าเป็นหนังมาร์กซิสต์หรือหนังคาธอลิคดี หนังสือพิมพ์บางเล่มถึงกับอุทานว่าพาโซลินี่ “ช่างเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้เช่นนี้” และบางเล่มก็กล่าวว่ารางวัลของ OCIC นั้นทั้ง ‘กำกวม’ และ ‘น่าขัน’
     18 ตุลาคม กลุ่มนีโอฟาสซิสต์ตอบโต้พาโซลินี่ โดยการลงบทความเต็มหน้าชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ของตัวเองในชื่อ ‘พาโซลินี่คือใคร?’ ในเนื้อความเป็นประวัติอาชญากรรมทั้งหกครั้งของพาโซลินี่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน!!


หนังตัวอย่าง:

(คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่ สกอเมาส์หรือกดปุ่มคีบอร์ดลูกศรเพื่อดูรูปต่อไป) 

รางวัล:Nominated for 3 Oscars. Another 7 wins & 5 nominations.

 

 

Academy Awards, USA 1967

Nominated
Oscar
Best Art Direction-Set Decoration, Black-and-White
Luigi Scaccianoce 
Best Costume Design, Black-and-White
Danilo Donati 
Best Music, Scoring of Music, Adaptation or Treatment
Luis Bacalov 
 

BAFTA Awards 1968

Nominated
UN Award
Pier Paolo Pasolini 
 

Italian National Syndicate of Film Journalists 1965

Won
Silver Ribbon
Best Director (Regista del Miglior Film)
Pier Paolo Pasolini 
Best Cinematography, B/W (Migliore Fotografia in Bianco e Nero)
Tonino Delli Colli 
Best Costume Design (Migliori Costumi)
Danilo Donati 
Nominated
Silver Ribbon
Best Producer (Migliore Produttore)
Alfredo Bini 
Best Production Design (Migliore Scenografia)
Luigi Scaccianoce 
 

Jussi Awards 1968

Won
Jussi
Best Foreign Director
Pier Paolo Pasolini 
 

National Board of Review, USA 1967

Won
NBR Award
Top Foreign Films
 

New York Film Critics Circle Awards 1966

2nd place
NYFCC Award
Best Foreign Language Film
Italy.
 

Venice Film Festival 1964

Won
OCIC Award
Pier Paolo Pasolini 
Won
Special Jury Prize
Pier Paolo Pasolini 
Tied with Gamlet (1964).
Nominated
Golden Lion
Pier Paolo Pasolini 
 
 

The Gospel According to St. Matthew (Italian: Il Vangelo secondo Matteo) is a 1964 Italian biographical drama film directed by Pier Paolo Pasolini. It is a cinematic rendition of the story of Jesus Christ according to the Gospel of Saint Matthew, from the Nativity through the Resurrection. In 2015, the Vatican called it the best film on Christ ever made.

The dialogue is taken directly from the Gospel of Matthew, as Pasolini felt that "images could never reach the poetic heights of the text." He reportedly chose Matthew''s Gospel over the others because he had decided that "John was too mystical, Mark too vulgar, and Luke too sentimental."

In Palestine during the Roman Empire, Jesus Christ of Nazareth travels around the country with his disciples preaching to the people about God and salvation of their souls. He is the son of God and the prophesied messiah, but not everyone believes his tale. He is arrested by the Romans and crucified. He rises from the dead after three days.





เข้าชม : 2566    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: BeautifulPicture: BlackAndWhite: classic: curious: NotGayFilmsButGayLikeIt: originEurope: recommend: SubtitleEnglish: SubtitleThai



หนังสยิ้วกิ้วเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ