[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

The Mourning Forest (2007)

(บรรยายไทย)

 

Directer:Naomi Kawase  Producer:Christian Baute, Naomi Kawase  Writter:Naomi Kawase Music:Masamichi Shigeno  Cinematography:Hideyo Nakano Editor:Tina Baz, Yuji Oshige   Running time:97 min   Country:Japan  Language:Japanese  Genre:Drama  

Subtitle: English/ไทย
Starring
Yoichiro Saito ... Machiko''s husband
rest of cast listed alphabetically:
Kanako Masuda ... Mako
Machiko Ono ... Machiko
Shigeki Uda ... Shigeki
Makiko Watanabe ... Wakako



Winner : Grand Prize of the Cannes film festival 2007

   นาโอมิ คาวาเซะ กับความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ด้วยการคว้ารางวัล Grand Prize จากเมืองคานน์ (รางวัลใหญ่ลองจากปาร์มทอง)จากภาพยนตร์เรื่องนี้  และทำให้เธอขึ้นแท่นผู้กำกับหญิงแถวหน้าทันที

    และมันคือหนังญี่ปุ่นแห่งปีที่นักดูหนังอยากดูมากที่สุดเรื่องหนึ่ง สร้างกระแสคาวาเซะ ฟีเวอร์เลยล่ะ

 

A caregiver at a small retirement home takes one of her patients for drive to the country, but the two wind up stranded in a forest where they embark on an exhausting and enlightening two-day journey.


 

(บทความนี้ตัดมาจากhttp://noonattnoonatt.spaces.live.com/Blog/cns!A9EB9A1E6BBD5C14!642.entry)

 

" ในชีวิตหนึ่ง
คุณต้องพบอุปสรรคมากมาย
หลายสิ่งทำให้คุณทุกข์ทรมาน หลายอย่างทำให้คุณลังเล
หรือสะดุดบนทางเดินชีวิตในช่วงเวลาที่เป็นทุกข์นั้น
ฉันเชื่อว่า คุณจะมองเข้าไปในส่วนลึกของตัวคุณเพื่อเรียกความแข็งแกร่งและความมั่นใจกลับคืนมา
คุณพยายามค้นหาความแข็งแกร่ง
ความแข็งแกร่งไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา
มันอาจเป็นสายลม แสงแดด ความทรงจำของบรรพบุรุษที่ส่งทอดมาถึงเรา
และเมื่อคุณค้นหาบริเวณที่วางเท้าลงไปได้อย่างมั่นคง
คุณก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวคุณเอง "


- Naomi Kawase -

ชอบประโยคนี้ของผู้หญิงคนนี้มากเลย อ่านแล้วต้องจดไว้
เอามาจากหนังสือ Bioscope ของโก้สูง (ขอบคุณโก้ที่ให้ยืมอ่านเด้อ)
เป็นผู้กำกับหญิงของญี่ปุ่น
อ่านเรื่องย่อหนังหลายเรื่องที่ผู้หญิงคนนี้ทำแล้วก็รู้สึกว่า
ดีจัง...

 


 

(เรียบเรียงจากนิตยสาร Bioscope ฉบับที่ 68)


ชิเกคิอาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราส่วนมาชิโก เป็นพยาบาลผู้ซึมเศร้าจากการสูญเสียลูกชายวัยทารก มาชิโกพาชายชราไปท่องเที่ยวดูธรรมชาติแถบนอกเมืองแต่ชิเกคิเปลี่ยน เส้นทางไปสู่ป่าที่มีหลุมศพภรรยาของเขา อยู่ในป่าแห่งนี้ทั้งสองคนได้ปลดปล่อยความทรงจำ ความเศร้าสร้อย การถวิลหา คนรักท้ายที่สุดชายชราก็ปลอบประโลมหญิงสาว และมอบความแข็งแกร่งให้เธอเดินต่อไปอีกครั้ง The Morurning Forest เป็นผลงานของนาโอมิคาวาเสะ ผู้กำกับหญิงคนเดียวที่ที่มีชื่อเสียงนอกประเทศญี่ปุ่น สามารถคว้ารางวัลกรังปรีซ์รองอันดับ1ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2007 ได้อย่างน่าชื่นชม


 


 

(บทความนี้ตัดมาจากhttp://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=1239.0)

 

The Mourning Forest : ป่าแห่งการร่ำไห้
โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง



 

หนังแนวหนึ่งที่มักจะได้ใจผมเสมอคือหนังประเภท Post-Traumatic Film หรือหนังที่ว่าด้วยชีวิตของผู้คนหลังจากเผชิญกับความสูญเสียอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ, เหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจ หรือการจากไปของคนสำคัญ ส่วนใหญ่แล้วตัวละครในหนังประเภทนี้มักมีอาการที่เรียกว่า PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรืออาการที่ทำใจรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดในระดับมากน้อยต่างกันไป

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ทำหนังแนว Post-Traumatic ได้น่าสนใจที่สุดประเทศหนึ่ง (ตัวอย่างหนังดังๆ ก็เช่น Eureka-ชีวิตของคน 3 คนหลังเหตุการณ์จี้รถเมล์ หรือ Maborosi-หญิงสาวที่สามีของเธอฆ่าตัวตายอย่างไม่มีสาเหตุ) ลักษณะเด่นที่มักพบได้ก็คือ ตัวละครในหนังจะแสดงความรู้สึกเศร้าเสียใจแต่น้อย หรือเก็บกดความทุกข์ใจไว้อย่างแนบสนิท พวกเขาจะไม่ฟูมฟาย ร่ำไห้ ตีอกชกหัวอย่างบ้าคลั่ง (หรือถ้ามีก็จะเป็นฉากระเบิดอารมณ์ใหญ่ๆ เพียงหนึ่งฉาก) ทั้งนี้อาจสืบเนื่องจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่เน้นวิธีการแบบน้อยได้มาก ดูได้จากศิลปะการจัดดอกไม้ หรือกลอนไฮคุ เป็นต้น

ผู้กำกับหญิง นาโอมิ คาวาเสะ เคยทำหนังเรื่อง
Shara (2003)<---(คลิกดูรีวิวเรื่องนี้)

ซึ่งถือเป็นงานมาสเตอร์พีซของหนังแนวนี้ หนังว่าด้วยเด็กหนุ่มที่น้องชายฝาแฝดของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับ เขาจึงเติบโตมาด้วยความรู้สึกผิดในใจตลอดเวลา สิ่งที่ดีของหนังก็คือ จนสุดท้ายหนังก็ไม่เฉลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชาย และฉากการคลี่คลายของตัวละครก็ไม่ได้ใช้ฉากน่าเบื่ออย่างการให้ตัวละครมานั่งล้อมวงกอดคอกัน แต่คาวาเสะกลับใช้ฉากงานเต้นรำประจำหมู่บ้านแทน (ซึ่งเป็นฉากที่ดูแล้วขนลุกมาก)
 



 

คาวาเสะกลับมาอีกครั้งกับ The Mourning Forest (2007, คว้ารางวัลกรังปรีซ์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์) ซึ่งเธอยังคงมุ่งสำรวจถึงเรื่องของความตายและการสูญเสีย (เธอน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากการตายของคุณยายที่เลี้ยงเธอมาตลอด) หนังเล่าถึงตัวละครสองตัวคือ มาจิโกะ (มาจิโกะ โอโนะ) หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียลูกชายไป และ ชิเงกิ (ชิเงกิ อูดะ - เขาเพิ่งเล่นหนังเป็นเรื่องแรก) ชายชราที่ยังคงเฝ้าคิดถึงภรรยาของตน แม้ว่าเธอจะเสียชีวิตไป 30 กว่าปีแล้วก็ตาม ทั้งคู่ได้พบกันในบ้านพักคนชรา โดยมาจิโกะเข้ามาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของที่นี่

ครึ่งแรกของหนังใช้วิธีการของสารคดีอย่างเห็นได้ชัด (คาวาเสะเคยเป็นนักทำหนังสารคดีมือฉมังมาก่อน เธอทำมาแล้วทั้งตามหาพ่อที่ทิ้งเธอไปตั้งแต่เด็ก หรือกระทั่งบันทึกภาพตัวเองตอนคลอดลูก) เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้านพักคนชรา กล้องไม่ได้จับเพียงที่สองตัวละครหลัก แต่ยังถ่ายภาพคนแก่ สิ่งของ และสภาพแวดล้อมต่างๆ ในบ้านไปทั่ว เสียงที่เราได้ยินก็เป็นเสียงงึมงำของบรรดาคุณลุงคุณป้าที่อาจดูไม่สลักสำคัญอะไร (แถมบางช่วงเป็นการสัมภาษณ์พวกเขาถึงเรื่องการเกิด, การตาย หรือการไปสวรรค์ด้วยซ้ำ) อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่คาวาเสะพยายามถ่ายทอดให้กับคนดูคือ ‘บรรยากาศ’ มากกว่าการมุ่งหน้าเล่าเรื่องในแบบหนังทั่วไป

ความน่าสนใจยังอยู่ที่วิธีการทำงานแบบบ้าพลังของคาวาเสะ โดยเธอมักจะให้ความสำคัญกับความเป็น ‘ชุมชน’ ในหนังของตัวเองเสมอ อย่างใน Shara เธอก็ให้นักแสดงไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนารา (ซึ่งเป็นบ้านเกิดและสถานที่ถ่ายหนังประจำของเธอ) เป็นเวลา 2 เดือนก่อนถ่ายจริง ใน The Mourning Forest เธอก็ให้ทีมงานสร้างบ้านพักคนชราขึ้นมาจริงๆ และให้นักแสดงมาลองอยู่ก่อน 3 เดือน ส่วนตัวประกอบที่เล่นเป็นคนชราในบ้านพักทั้งหมดล้วนไม่ใช่นักแสดงอาชีพ สิ่งนี้เองที่ทำให้ครึ่งแรกของหนังมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก



 

ในขณะที่ 45 นาทีหลังของหนังที่เป็นการเดินป่าของมาจิโกะและชิเงกิ (ทั้งคู่นั่งรถไปเที่ยวกัน แต่รถเกิดเสีย และอยู่ดีๆ ชิเงกิก็เดินเข้าป่าไปเลย) คาวาเสะก็ใช้ศักยภาพของป่าและธรรมชาติอย่างเต็มที่ การถ่ายภาพของหนังสวยงามและสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ (ความอัศจรรย์ด้านการถ่ายภาพเคยเกิดขึ้นใน Shara มาแล้วเช่นกัน เพราะฉากเปิดและฉากปิดในหนังถือเป็น ‘ฉากตำนาน’ เลยก็ว่าได้) นอกจากนั้น The Mourning Forest ยังเรียกร้องการใช้ศักยภาพของโรงหนังไปในคราวเดียวกัน เพราะที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้ออกแบบมาเพื่อดูในโรงเท่านั้น (คล้ายๆ กับ ‘สัตว์ประหลาด!’ ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล)

หลังจากในช่วงแรกที่ชิเงกิดูจะไม่ค่อยชอบมาจิโกะเท่าไร (ในฉากหนึ่งมาจิโกะไปยุ่งกับกระเป๋าที่ชิเงกิหวงมาก เขาก็เลยผลักเธอจนบาดเจ็บ) แต่เมื่อทั้งคู่เดินเข้าป่าไปเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ดีขึ้น (ชิเงกิยอมให้อีกฝ่ายถือกระเป๋าใบนั้นแทน) แต่สิ่งที่สำคัญคือพวกเขาต่างปลอมประโลมซึ่งกันและกัน ในฉากหนึ่งชิเงกิปลอบให้มาจิโกะหยุดร้องไห้ ส่วนในอีกฉากหนึ่งเมื่อชิเงกิเป็นไข้หนาวจนตัวสั่น มาจิโกะก็ถอดเสื้อแล้วกอดเขาไว้แน่น (บางทีนี่อาจจะเป็นภาพแทนความสัมพันธ์ของคาวาเสะกับคุณยายก็ได้ เพราะถึงพวกเขาจะรักกันมาก แต่สารคดีของเธอก็บันทึกภาพตอนที่เธอตบตีกับคุณยายเอาไว้ด้วย)

หากจะบอกว่า The Mourning Forest เป็นหนังที่พูดถึง ‘การเดินทางทางจิตวิญญาณ’ ก็อาจฟังดูดัดจริต แต่ก็ไม่มีคำใดที่จะอธิบายถึงหนังเรื่องนี้ได้ดีที่สุดเท่าคำนี้ นี่เป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องเบาบางมาก (ครึ่งหลังก็เป็นฉากเดินป่าล้วนๆ หลายคนเลยดูไม่จบ เผลอหลับไปเสียก่อน) เพราะคาวาเสะใช้ ‘ป่า’ ในแง่ของการอุปมาเสียมากกว่า มันเป็นเรื่องของคนที่พยายามหาทางดับทุกข์ให้ตัวเอง หลังจากหลงทางมานานเกือบ 30 ปี (ชิเงกิเดินเข้าป่าเพื่อหาหลุมศพของภรรยา และเป็นไปได้ว่าเขาคิดจะตายที่นั่น) และคนอีกคนที่ติดตามฝ่ายแรกไปเพื่อเรียนรู้หนทางของการอยู่ร่วมกับความทุกข์

เสน่ห์ของความคลุมเครือจาก Shara ก็ยังคงอยู่ในหนังเรื่องนี้เช่นกัน หนังไม่บอกกับเราว่าลูกของมาจิโกะตายเพราะอะไร, กระเป๋าใบนั้นของชิเงกิมีความสำคัญอะไรนักหนา หรือหลุมศพนั้นเป็นของภรรยาของชิเงกิจริงหรือเปล่า การไม่เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาที่ดีที่สุดอยู่ในฉากแม่น้ำที่มาจิโกะร้องไห้เหมือนคนบ้า มันเป็นฉากเดียวที่เพียงพอแล้วว่าเธอเสียใจกับการจากไปของลูกขนาดไหน



 

คาวาเสะยังคงใช้การถ่ายทำแบบ long take เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งยิ่งส่งผลให้การแสดงของนักแสดงนำทั้งสองที่ดีมากอยู่แล้วยิ่งทรงพลังขึ้นไป เธอยังได้สร้างฉากระดับตำนานได้อีกครั้งในฉากสุดท้ายของหนัง (ที่น่าจะถ่ายยาวโดยไม่ตัดเกือบ 10 นาที) ที่เป็นการถ่ายหน้าของนักแสดงทั้งสองสลับไปมา มันเป็นฉากสุดประหลาดที่มีความรู้สึกมากมายอย่างรุนแรงอันยากจะบรรยาย (เป็นฉากที่เล่นยากมาก จนถึงขนาดว่านักแสดงนำหญิงของเรื่องเครียดจนร้องไห้สติแตก) แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูสงบนิ่งอย่างบอกไม่ถูก ความขัดแย้งที่ลงตัวนี้อาจเกิดจากส่วนผสมระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘ธรรมชาติ’ ที่คาวาเสะบรรจงสร้างอย่างประณีตก็เป็นได้

ประเด็นสุดท้ายที่ผมชอบมากใน The Moruning Forest ก็คือ ในขณะที่ Shara มีการคลี่คลายของตัวละครที่ชัดเจน แต่ในหนังเรื่องนี้คาวาเสะเลือกที่จะปล่อยช่องว่างขนาดมหาศาลให้คนดูคิดคำนึงต่อเอง หนังไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าตัวละครได้คลายทุกข์ของตัวเองและจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ เพราะจนถึงที่สุดตัวละครทั้งสองก็ยังอยู่ในป่าแห่งนั้น ซึ่งอาจตีความได้ว่าพวกเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงทุกข์ต่อไป แต่ในอีกแง่หนึ่งฉากนี้ก็แสดงให้เห็นว่าทั้งชิเงกิและมาจิโกะได้กลมกลืนกับผืนป่าแห่งนี้ จนแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกับมัน

ราวกับคาวาเสะกำลังจะบอกกับคนดูว่าความทุกข์นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ และเราก็ต้องอยู่ร่วมกับมัน เพราะเมื่อครั้งหนี่งที่เราเริ่มไว้ทุกข์แล้ว เราก็ไม่มีวันเลิกทำมันได้อย่างแท้จริง

 



The Mourning Forest (Mogari no mori) is an 2007 Japanese film directed by Naomi Kawase. It was awarded the Grand prix at the Cannes film festival. It tells the story of a nurse (played by Machiko Ono) who is grieving for her dead child. She works at a nursing home and grows close to an elderly man (Shigeki Uda) suffering from dementia who is searching in the local forest for something connected to his dead wife that he cannot explain.
 


รางวัล Awards:2 wins & 1 nomination

Cannes Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2007 Won Grand Prize of the Festival
Naomi Kawase

 
Nominated Golden Palm
Naomi Kawase

 
 
Mainichi Film Concours
Year Result Award Category/Recipient(s)
2008 Won Mainichi Film Concours Best Cinematography
Hideyo Nakano

 
 
 


เข้าชม : 9216    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originAsian: SubtitleThai: SubtitleEnglish: BeautifulPicture: recommend



หนังเอเชียเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ