[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

   

INDY MOVIE REVIEWS

 
     
 
   
 
 

Yi Yi (2000)

(บรรยายไทย)

 
   

Directer:Edward Yang  Writter:Edward Yang  Music:Kai-Li Peng  

Cinematography:Wei-han Yang   Editor:Bo-Wen Chen  Running time:173 min   Country:Taiwan, Japan  Language:Mandarin, Hokkien, English, Japanese

Genre:Drama, Music, Romance   Subtitle: English/ไทย
Starring:
Nien-Jen Wu ... N.J., Elaine Jin ... Min-Min, Issei Ogata ... Ota, Kelly Lee ... Ting-Ting, Jonathan Chang ... Yang-Yang, Hsi-Sheng Chen ... Ah-Di, Su-Yun Ko ... Sherry

 

   

ผลงานมาสเตอร์พีซของ Edward Yang  ผู้กำกับผู้ล่วงลับ เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานน์


 

(บทความนี้ตัดมาจาก..http://www.oknation.net/blog/print.php?id=239998 ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

"Yiyi" นั่งสังเกตการณ์ชีวิต
เขียนโดย Hesse004


ในกระบวนหนังจีนด้วยกันแล้ว หนังจาก “ไต้หวัน” ดูจะได้รับความนิยมน้อยที่สุดนะครับ สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการแผ่อิทธิพลของหนังฮ่องกงนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมาโดยเฉพาะหนังกำลังภายในจากสตูดิโอดังอย่าง “ชอว์บราเธอร์”

อย่างไรก็ตามชื่อของผู้กำกับอย่าง อั้งลี่ (Ang Lee), ไฉ้ หมิง เหลียง(Ming-liang Tsai) และ เอ็ดเวิร์ด หยาง (Edward Yang) ได้ปลุกกระแสหนังพันธุ์ไต้หวันให้ได้รับความนิยมในหมู่คอหนังอาร์ต โดยเฉพาะในรายของของ “อั้งลี่” แล้ว การบุกเบิกฮอลลีวู้ดด้วย Crouching Tiger hidden Dragon (2000) เมื่อแปดปีก่อนได้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดของฮอลลีวู้ดในเวลานี้เลยก็ว่าได้

สำหรับ “ไฉ้ หมิง เหลียง” นั้นโด่งดังมาจาก What time is it there? (2001) ครับ หนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลหนังเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) เมื่อปี ค.ศ.2001 กล่าวกันว่าหนังของอาไฉ้นั้นเป็นหนังที่ดูยากมาก มัธยัสถ์บทพูด แต่เต็มไปด้วยประเด็นและสัญลักษณ์ที่ผู้ชมต้องไปตีความกันเอาเอง

ส่วน “เอ็ดเวิร์ด หยาง” นั้น สร้างชื่อมาจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เช่นกันครับ ซึ่งงานของ เขา เรื่อง Yiyi(2000) นั้นเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำและ “หยาง” เองก็ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไปเมื่อปี ค.ศ.2000

Yiyi หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า A One and A Two ได้กล่าวถึงครอบครัวชาวจีนไต้หวันครอบครัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใน “ไทเป” ครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย อาม่า (ยาย) , อาเจี้ยน (พ่อ) , อาหมิง (แม่) , ผิง ผิง (ลูกสาวคนโต) และ หยาง หยาง (ลูกชายคนเล็ก)

หนังเปิดฉากด้วย “งานแต่งงาน” ของน้องชายอาหมิงซึ่งจะว่าไปแล้วเสมือนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่กำลังบอกถึง“ชีวิตครอบครัว” จริงๆ ได้เริ่มขึ้นแล้ว

หลังจากนั้น เอ็ดเวิร์ด หยาง ได้ค่อยๆฉายภาพชีวิตของแต่ละคนในครอบครัวนี้โดยสลับฉากชีวิตของแต่ละคนที่ใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปคล้ายกับเรากำลังนั่งสังเกตการณ์หลายชีวิตในครอบครัวนี้อยู่

จะว่าไปแล้วหนังแนวครอบครัวทำนองเดียวกับ Yiyi ที่ทำออกมาได้น่าชมเท่าที่นึกออกน่าจะเป็น Little Miss Sunshine (2006)ของ โจนาธาน เดย์ตัน (Jonathan Dayton)และ วาเลรี่ ฟารีส (Valerie Faris) หนังฟอร์มเล็กเรื่องนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลยนะครับเพราะเข้าชิงรางวัลอคาดามี (ออสการ์)เมื่อปี ค.ศ.2006 ด้วย

“เอ็ดเวิร์ด หยาง” พยายามกล่าวถึงปัญหาของมนุษย์ในแต่ละช่วงวัยครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วเราทุกคนล้วนมีปัญหาให้ขบกันอยู่ตลอดเวลาเริ่มจาก “หยาง หยาง” ลูกชายคนเล็กขี้สงสัยที่กำลังอยู่ในวัยตั้งคำถามและเรียนรู้โลกของผู้ใหญ่

ผมแอบติดใจคำพูดของเจ้าหนูน้อยตอนที่พูดกับ “อาเจี้ยน” ผู้พ่อว่า “สิ่งที่ผมเห็น พ่อจะไม่เห็น สิ่งที่ผมไม่เห็น พ่อจะเห็น” น่าแปลกมั๊ยครับ คำพูดของเด็กเจ็ดแปดขวบดูมีปรัชญาอะไรแฝงอยู่ และยิ่งเราดูบทบาทของเจ้าหนูคนนี้ไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าเด็กคนนี้ช่างคิดอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นเอากล้องที่พ่อซื้อให้มาถ่ายรูป “ยุง” เพียงเพื่อพิสูจน์ให้คนเห็นว่ามันมียุงอยู่ในคอนโดจริง

นอกจากนี้ความแปลกของเจ้าหนูในเรื่องหัดถ่ายรูปยังอยู่ที่การถ่ายรูปคนจากข้างหลัง ทั้งนี้เจ้าหนูหยาง หยาง ให้เหตุผลว่าคนส่วนใหญ่ถ่ายรูปข้างหน้ากันอยู่อย่างเดียวทำให้เรามองเห็นแต่ข้างหน้าจนเรามองไม่เห็นข้างหลัง ดังนั้น ผม (เจ้าหนู) ขอเป็นคนถ่ายรูปข้างหลังดีกว่าจะได้มองเห็นคนอีกด้านหนึ่ง

ผมแอบตั้งข้อสังเกตในใจไว้ว่าสงสัยเรื่องนี้ “เอ็ดเวิร์ด หยาง” คงต้องการสื่อสารความเป็นตัวเองผ่านเจ้าหนูน้อย “หยาง หยาง” เป็นแน่แท้ เพราะดูจากชื่อเจ้าหนูก็พ้องกับสกุลของผู้กำกับแล้ว

นอกจากความช่างคิดของหยาง หยาง แล้ว ประเด็น “วัยรุ่น” ในหนังเรื่องนี้ก็สื่อได้ดีเช่นเดียวกันครับ ซึ่ง “ผิง ผิง” ลูกสาวคนโตของบ้านกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น

ในเรื่องนั้น, ผิง ผิง ดูจะเป็นเด็กดีเรียบร้อย ขยันเรียน และละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตามปัญหาในวัยรุ่นก็ไม่พ้นเรื่อง “ความรัก” แหละครับ ซึ่งรักแรกของผิงผิงกลับกลายเป็นโศกนาฎกรรมที่ไม่น่าจดจำนัก

สำหรับชีวิตของ “อาเจี้ยนและอาหมิง” นั้นก็อยู่ในวัยที่กำลังก่อร่างสร้างตัวให้มั่นคงเลี้ยงลูกสองคนอีกทั้งดูแลแม่ที่นอนป่วยไม่รู้สึกตัว เราได้เห็นภาพชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผัวเมียคู่นี้ที่ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ จนวันหนึ่ง “อาหมิง” มานั่งร้องไห้อย่างไม่รู้สาเหตุว่า
“เฮ้ ! ฉันตื่นแต่เช้าไปทำงาน อยู่ที่ทำงานจนดึกดื่น กลับมาบ้านนอน แล้วก็ตื่นแต่เช้าไปทำงาน ทำไมชีวิตฉันมันหมุนเวียนจำเจเป็นวงจรอย่างนี้”

บางทีคำถามของ “อาหมิง” ก็ไม่ต่างกับคำถามของพวกเราในฐานะมนุษย์เงินเดือน ที่จู่ๆวันหนึ่งเรามานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า “กูกำลังทำอะไรอยู่วะ” โชคดีที่อาหมิงได้อาเจี้ยน ซึ่งเป็นสามีที่เข้าใจความรู้สึกของภรรยาดีจึงค่อยๆปลอบใจและให้กำลังใจกันไป

ตัวละครอย่าง“อาเจี้ยน” แสดงออกซึ่งความเข้มแข็งและความเข้าใจในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างดีครับ ตัวอาเจี้ยนเองก็มีปัญหาเรื่องงานแถมยังเจอเรื่อง “คนรักเก่า” อีกก็ทำให้อาเจี้ยนเขวไปเหมือนกัน แต่อาเจี้ยนก็ค่อยๆใช้สติในการแก้ปมปัญหาต่างๆไปได้ด้วยดี ผมว่าอาเจี้ยนเป็นตัวอย่างที่ดีในการเป็น “สามีและพ่อ” ที่ค่อยๆประคับประคองครอบครัวและแก้ปัญหาชีวิตไปอย่างมีสติ
 


หนังตัวอย่าง:


รางวัล:14 wins & 11 nominations

Bodil Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2003 Nominated Bodil Best Non-American Film (Bedste ikke amerikanske film)
Edward Young 
Taiwan.
 
Boston Society of Film Critics Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2000 2nd place BSFC Award Best Director
Edward Yang 
Best Film
Best Foreign Language Film
 
Cannes Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2000 Won Best Director Edward Yang 
Nominated Palme d''Or Edward Yang 
 
Chicago Film Critics Association Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2001 Nominated CFCA Award Best Foreign Language Film
Edward Yang 
 
Chlotrudis Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2002 Nominated Chlotrudis Award Best Cast
Best Movie
Best Original Screenplay
Edward Yang 
 
César Awards, France
Year Result Award Category/Recipient(s)
2001 Nominated César Best Foreign Film (Meilleur film étranger)
Edward Yang 
 
European Film Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2000 Nominated Screen International Award Edward Yang 
Taiwan/Japan.
 
French Syndicate of Cinema Critics
Year Result Award Category/Recipient(s)
2001 Won Critics Award Best Foreign Film
Edward Yang 
 
Fribourg International Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2001 Won Grand Prix Edward Yang 
 
Hong Kong Film Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2002 Nominated Hong Kong Film Award Best Asian Film
Taiwan.
 
Karlovy Vary International Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2000 Won Netpac Award Edward Yang 
For the perceptive and sensitive portrayal of a generation and cultural gap in Taiwan and the painful choices to be made in these difficult times.
 
Los Angeles Film Critics Association Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2000 Won LAFCA Award Best Foreign Film
Edward Yang 
 
National Society of Film Critics Awards, USA
Year Result Award Category/Recipient(s)
2001 Won NSFC Award Best Film
2nd place NSFC Award Best Director
Edward Yang 
 
New York Film Critics Circle Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2000 Won NYFCC Award Best Foreign Language Film
Taiwan/Japan.
 
Online Film Critics Society Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2001 Nominated OFCS Award Best Foreign Language Film
Taiwan/Japan.
 
Sarajevo Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2000 Won Panorama Jury Prize Edward Yang 
Tied with Topsy-Turvy (1999).
 
Southeastern Film Critics Association Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2001 2nd place SEFCA Award Best Foreign Language Film
 
Valladolid International Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2000 Nominated Golden Spike Edward Yang 
 
Vancouver International Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2000 Won Chief Dan George Humanitarian Award Edward Yang 
 

 

Each member of a family in Taipei asks hard questions about life''s meaning as they live through everyday quandaries. NJ is morose: his brother owes him money, his mother is in a coma, his wife suffers a spiritual crisis when she finds her life a blank, his business partners make bad decisions against his advice, and he reconnects with his first love 30 years after he dumped her. His teenage daughter Ting-Ting watches emotions roil in their neighbors'' flat and is experiencing the first stirrings of love. His 8-year-old son Yang-Yang is laconic like his dad and pursues truth with the help of a camera. "Why is the world so different from what we think it is?" asks Ting-Ting.


(บทความนี้ตัดมาจาก..http://enyxynematryx.wordpress.com/category/film/asian-cinema/taiwanese-cinema/yi-yi/.ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
กลภาพใน-นอกกรอบ ตอบโจทย์สัมพันธภาพและชีวิต
เขียนโดย enyxynematryx

เฉกเช่นหนังมหากาพย์ครอบครัวโดยทั่วไปก่อนที่จะขยายความถึงลำดับพัฒนาการและอารมณ์ของครอบครัว ผ่านเหตุการณ์ร้อนหนาวตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเวลาต่อเนื่องยาวนาน เอ็ดเวิร์ด หยาง(Edward Yang)เปิดฉาก Yi Yi ด้วยการแต่งงาน การเริ่มต้นเล่าจากงานสมรสของสมาชิกสำคัญในตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งทำให้หลายฝ่ายอดไม่ได้ที่จะนำ Yi Yi ไปเปรียบเทียบกับ The Godfather ซึ่งเริ่มต้นตำนานด้วยภาพเหตุการณ์เดียวกัน

แต่ความละม้ายดังกล่าวมาจากเจตนาที่ต่างกันลิบลับ The Godfather เป็นหนังที่สร้างในคริสตทศวรรษ 1970 เพื่อย้อนรอยตำนานของตระกูลที่ทรงอิทธิพลแห่งยุค 1930 มาเล่าขาน ขณะที่ทิศทางการคลี่คลายเรื่องราวใน The Godfather ไหลเลี้ยวไปตามคติซึ่งตั้งตัวเป็นปฏิกิริยาต่อผลงานประเภทที่แอบอิงอยู่กับค่านิยมและรสนิยมทางศิลปะตามแนวคลาสสิค แต่โครงสร้าง ลักษณะการคลี่คลายใน Yi Yi ทำหน้าที่ย้อนทวนกลับไปสะท้อนขนบการสร้างงานที่เก่าแก่ยิ่งกว่า กล่าวคือ เป็นการล้อขนานไปกับงานแนวสมจริง อันเป็นสกุลแนวคิดที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อขบวนการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมในคริสตศตวรรษที่ 19 ดังที่จอร์จ ลูแค็ก(Georg Lukács)เคยใช้แว่นวิจารณ์แนวมาร์กซิสต์ชำแหละงานเขียนของ บัลซาค(Balzac)และเลียฟ ตอลสตอย(Leo Tolstoy) ลึกถึงระดับโครงสร้างและค้นพบบทบาททางเศรษฐกิจระดับจุลภาคที่ก่อตัวเป็นมุ้งเล็ก ๆ อยู่ในสังคม มาก่อนแล้ว ในสายตาอันแหลมคมของลูแค็ก จริตทุนนิยมเติบโตเพราะได้น้ำเลี้ยงจากพลังคับแค้นของสมาชิกคนเล็กคนน้อยที่พยายามดิ้นรนจะปลิดตัวเองออกมาจากลำต้นตระกูลซึ่งครอบงำอยู่เดิม โดยความเอื้อเฟื้อจากงานวรรณกรรม ลูแค็กชี้ให้เห็นอีกด้วยว่าในระหว่างที่สมาชิกพยายามเสือกไสตัวเองให้หลุดจากขั้วอำนาจของหน่วยใหญ่ ความรู้สึกแปลกแยกต่อหน่วยใหญ่ย่อมถูกบ่มเพาะขึ้นในใจสมาชิกผู้นั้นโดยธรรมชาติ

เพื่อให้สอดรับกับการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว โครงสร้างพิมพ์นิยมของวรรณกรรมเพื่อชีวิตจึงมักกำหนดให้ตัวละครที่มีเจตนารมย์และชะตากรรมผิดแปลกจากชาวบ้านหรือญาติมิตรมามีชีวิตอยู่ท่ามกลางฉากหลังที่กำลังปรับตัวหรือไหวตัว เมื่อคนแปลก มาอยู่ใน สภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยน ย่อมกลายเป็นการเพิ่มแรงบวกให้แก่กระบวนการโต้ตอบระหว่างตัวละครกับโครงสร้างยิ่งขึ้น กล่าวสำหรับ Yi Yi เอ็ดเวิร์ด หยางออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับตัวละคร ในทำนองเดียวกัน เพียงแต่เขาพิถีพิถันและถ่ายทอดอย่างมีชั้นเชิงมากไปกว่าแค่เพียงเผยให้เห็นการปะทะโดยตรงระหว่างระหว่างโครงสร้างกับปัจเจกผ่านการคลี่คลายเรื่องราวเพียงโสตเดียว แบบแผนการใช้กล้องเพื่อจับภาพเหตุการณ์และบุคคล โดยมอบบทบาทสำคัญแก่กรอบภาพ ในการทำหน้าที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานบ่งนัยยะของเหตุการณ์และความรู้สึกของตัวละคร ถูกหยางนำมาผนวกซ้อนไว้อีกชั้น ด้วยบทบาทที่มีน้ำหนักและมีระบบการสอดใส่ความหมายแก่กรอบภาพไม่เพียงจะผุดพรายนัยยะสำคัญ หากยังทำให้หยางบอกเล่าความเป็นไปของตระกูลใหญ่ได้อย่างคมเข้ม การค้นหารวบรวมระบบการให้ความหมายในแต่ละกรอบภาพเพื่อระบุความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์/บุคคล กับ กรอบภาพ ทำให้ได้มาซึ่ง ความระหว่างกรอบ(ภาพ) ที่ทำหน้าที่เสริมแรงองค์ประกอบอื่น ๆ ให้หนังมีความบริบูรณ์ยิ่งขึ้น

เมื่อบ่อเกิดเรื่องราวคือ ครอบครัว Yi Yi ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเลาะเลียบไปตามเหตุการณ์หรือกิจกรรมสำคัญ ๆ ของครอบครัว นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสภาพครอบครัว คือ การแต่งงาน เรื่อยไปถึงการให้กำเนิดทายาท หรือผลิตซ้ำสมาชิกของครอบครัว และบรรจบหนึ่งรอบกงล้อประวัติศาสตร์ครอบครัวด้วยพิธีศพของคนที่สังกัดสายสกุลเดียวกัน ครอบครัวที่เป็นเวทีดำเนินเรื่องใน Yi Yi ได้แก่บ้านตระกูลเจี้ยน ครอบครัวชนชั้นกลางซึ่งตั้งมั่นและเติบใหญ่ในอาณาบริเวณที่เรียกว่า เขตเมือง ในกระบวนการเติบโตท่ามกลางสภาพสิ่งแวดล้อมดังกล่าวบ้านตระกูลเจี้ยนก็เช่นเดียวกับครอบครัวอื่น ๆ ที่ต้องรับมือกับความมุ่งหมายและผลสืบเนื่องอันหลากหลายที่เกิดจากสมาชิกแต่ละคน รวมถึงแรงเสียดสีกล่อมเกลาจากสภาพแวดล้อม

เมื่อเพ่งสำรวจลึกลงไปในแต่ละองค์ประกอบซึ่งได้แก่สมาชิกที่ประกอบขึ้นเป็นครอบครัว จะพบว่าท่าทีของตัวละครต่อสภาวะแวดล้อมที่ตนเองเป็นสมาชิกและมีสถานภาพอยู่ไม่ว่าจะในทางเศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงประเด็นความขัดแย้งที่หยางกำหนดให้แก่หนัง จะอยู่ในลักษณะหรือมีแนวโน้มเป็นไปในทางเดียวกับที่พบเห็นในวรรณกรรมสัจนิยมช่วงคริสตศตวรรษที่ 18 ราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ยังไม่นับถึงการให้ภาพสังคมที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากสาระสำคัญของหนังคือการเพ่งสำรวจแต่ละชีวิตที่กำลังขับเคลื่อนตัวเองไปบนระนาบเวลา เพื่อแลกกับการได้มาซึ่งคำตอบของโจทย์ชีวิต หยางใช้เวลาในการเล่าเรื่องร่วมสามชั่วโมง เวลาส่วนหนึ่งหมดไปกับการให้ภาพด้านต่าง ๆ ของตัวละครสิบกว่าชีวิต Yi Yi จึงเป็นเหมือนภาพวาดชาดกขนาดยักษ์ที่แบ่งซอยออกเป็นบานกรอบเล็ก ๆ บันทึกรายละเอียดความเป็นไปของตัวละครแต่ละตัว เพื่อที่ให้ได้ภาพชีวิตและท่วงทำนองชีวิตที่สมบูรณ์ในตัวเองของตัวละครเหล่านั้น ที่สำคัญวิธีคิดในการหยอดแทรกความหมายแก่กรอบภาพและร้อยโยงสู่ภาพใหญ่ของเรื่องราวใน Yi Yi บ่งบอกถึงพรสวรรค์และความช่ำชองในการเล่าของหยางอย่างลุ่มลึก การแกะรอยลวดลายชั้นเชิงด้านภาพของหยางจึงอาจนับเป็นรางวัลทางความรู้สึกแก่ผู้ที่ใส่ใจ

แบบแผนหลักด้านภาพของหยางใน Yi Yi คือ การผสานสลับระหว่าง ภาพของตัวละครภายในกรอบภาพ ซึ่งผ่านการจัดวางแบ่งสรรองค์ประกอบระหว่างตัวละครกับพื้นที่ว่างเปล่าเพื่อผลในทางสร้างความอึดอัดและเขม็งเกลียว กับภาพของตัวละครในท่ามกลางพื้นที่เปิด กล่าวคือ จากภาพตัวละครในระยะประชิดกล้องจะขยับขยายมุมและระยะของภาพ เพื่อเผยกวาดเก็บภาพของปริมณฑลทั้งทางกายภาพ จิตใจและห้วงขณะของอารมณ์ที่ห้อมล้อมตัวละครอยู่ โดยปริมณฑลดังกล่าวจะทำหน้าที่ฉนวนแผ่ทอดคั่นระหว่างตัวละครกับคนดู

หยางเปิดเรื่องด้วยภาพเหล่าสมาชิกบ้านตระกูลเจี้ยนมาชุมนุมกันในงานวิวาห์ของหนึ่งในสมาชิกแซ่ แขกเหรื่อทุกคนอยู่ในอิริยาบถเสียไม่ได้ และภาวนาให้งานผ่านพ้นไปยิ่งเร็วได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี ฉากนี้กินเวลาตั้งแต่ชั่วขณะจิตก่อนที่จะมีการถ่ายภาพหมู่ และต่อเนื่องเรื่อยไปกระทั่งการถ่ายรูปแล้วเสร็จ Yi Yi จะเริ่มต้นและคายเรื่องราวผ่านกระบวนภาพทำนองนี้เสมอนับแต่ต้นเรื่องไปจนตอนจบ เพื่อจับตาอากัปกิริยาของตัวละครที่แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างขณะที่พวกเขาและเธออยู่กับตัวเอง กับการแสดงออกเมื่อเขาและเธอรู้ตัวว่ามีสายตาของคนอื่นจับจ้องเก็บบันทึกความเป็นไปของตนอยู่

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงอากับกิริยาของตัวละครทุกครั้งจะนำมาซึ่งความแปรเปลี่ยนแก่ระเบียบการยึดครองพื้นที่ของแต่ละองค์ประกอบที่อยู่ในกรอบภาพการที่จะฉายภาพส่วนต่างระหว่างระยะห่างและระดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้งหลายกับคนดู ก่อนหน้าและภายหลังการเข้ามามีบทบาทของเงื่อนไขบางอย่าง(โดยที่ในฉากแรกของหนังคือ กล้อง และการถ่ายภาพหมู่) หยางต้องเทน้ำหนักการกำกับภาพส่วนใหญ่ให้แก่การกรอบภาพ รูปการสำนึกต่อภาวะการเป็นครอบครัวเดียวกันถึงจะถูกแช่ตรึงหรือเก็บบันทึกในลักษณะภาพนิ่งซึ่งมีภาพสมาชิกบรรจุอยู่ในนั้นพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ด้วยเหตุที่กว่าจะได้ภาพดังกล่าวมา หยางถือโอกาสกวาดเก็บโลกส่วนตัวของแต่ละคนที่มาเคียงไหล่เบียดเสียดในกรอบภาพไว้มากพอดู ดังนั้น พลันที่ทั้งหมดพร้อมใจกัน “วางท่า” เพื่อเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกจึงเหมือนกับว่า ตัวละครทั้งหมดพร้อมใจกัน “พัก”โลกส่วนตัวรวมถึงโลกภายนอกที่แต่ละคนข้องเกี่ยวอยู่ เอาไปไว้ข้าง ๆ กรอบเป็นการชั่วคราว เป็นชั่วคราวที่สั้นมาก หรืออาจเป็นเพียงชั่วพริบตาด้วยซ้ำที่โลกภายนอกจะอิดออดและยอมถูกผลักไปพักไว้เบื้องนอก เพราะเหล่าสมาชิกแต่ละคนต่างอีหลักอีเหลื่อที่จะต้องมารวมญาติกันซึ่งหยางแจงไว้ก่อนหน้านั่งเองที่เป็นปัจจัยคอยกระแทกกระทั้นจ้องทะลวงเข้ามาทำให้กรอบภาพแห่งรูปสำนึกความเป็นครอบครัวปริร้าวและแตกแยก

หยางยังสำทับถึงสภาพที่ตัวละครถูกกำหนดบงการโดยโลกภายนอก หรือ กฎเชิงสังคมผ่านสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่แทรกเข้ามาในกรอบภาพ ดังในฉากจุมพิตแรกของคู่บ่าวสาว คือ ถิง ถิง(เคลลี ลี) กับ เจ้าอ้วน(จาง ยู่ ปัง) องค์ประกอบหลักในภาพกรอบนี้ นอกจากตัวละครทั้งสองแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่สำคัญระดับที่จะเป็นประธานภาพได้ เพราะหยางจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของกรอบภาพพอดี สิ่งนี้ก็คือ สัญญาณไฟจราจรจากระยะไกลออกไปซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวและเหลืองตามลำดับในระหว่างที่การจุมพิตดำเนินไป ควรกล่าวด้วยว่า หยางมักยืดขยายพื้นที่และเวลาของเหตุการณ์ใหญ่ด้วยเหตุการณ์ย่อยที่คอยย้ำถึงพันธกิจต่อโลกภายนอก ครอบครัว หรือความต้องการส่วนตัวซึ่งถูกนำมาแทรกไว้ประปราย พฤติกรรมดังนี้ของหนังมาจากเจตนาของหยางที่จะยื้อยุดมิให้โลกของบ้านตระกูลเจี้ยนสมานตัวกันได้สนิทหรือมีเอกภาพ

ตราบจนงานเลี้ยงของพิธีวิวาห์เลิกรา สถานที่จัดงานร้างไร้แขกเหรื่อแล้ว คนดูจะเห็นสภาพความเปลี่ยนแปลง จากที่อาตี้(เฉิน ชิเฉิง)ยืนกระดกแก้วเหล้าและส่งเสียงเอ็ดตะโรอยู่บนเก้าอี้รายล้อมด้วยเพื่อนฝูงที่เฮฮากันสุดเหวี่ยง หยางค่อย ๆ ถอยกล้องห่างออกมาจากตัวละครกลุ่มนี้ เผยให้เห็นความว่างเปล่าที่ห้อมล้อมพวกเขาอยู่ จากแต่เดิมที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรอบภาพถูกยึดครองด้วยภาพตัวละครขณะกำลังหฤหรรษ์บัดนี้ ขนาดของภาพที่หนุ่ม ๆ กำลังดื่มกินอย่างหัวราน้ำค่อย ๆ หดเล็กลง และด้านขวาของกรอบภาพมีเพียงความว่างเปล่าพร้อมกันกับที่กระบวนการเก็บกวาดทำความสะอาดพื้นที่ฉลองเริ่มกรายกร้ำเข้ามา ณ เบื้องซ้ายของกรอบภาพ

นัยยะที่ได้จากผลของการจัดวางและขับเคลื่อนองค์ประกอบภายในกรอบภาพจากฉากนี้คือ ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับบริบทของโลกที่แปรเปลี่ยนไป ตัวละครเหล่านี้ไม่คำนึงถึงการปรับตัวเองเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงรอบข้างแม้แต่น้อย เพราะไม่ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เฉกเช่นลักษณะการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ของไต้หวัน อันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ทว่าเพียงชั่วประเดี๋ยวฟองสบู่ก็พร้อมเพรียงกันแตกปะทุไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เหมือนหนึ่งงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่คนที่อยู่ในงานเลี้ยงอย่างอาตี้เและคณะพรรคอาจไม่เฉลียวใจถึงการสิ้นสุดวาระแห่งความหลงระเริงที่เกิดขึ้น การเพาะความหมายใหม่จากกรอบภาพอันเป็นผลการปะทะกันระหว่างสภาพก่อนหน้าและภายหลังของเหตุการณ์อันเป็นจุดหักเหของแต่ละตอน เป็นไม้ตายที่หยางจับจุดได้แม่นยำและนำมาใช้ในการเล่าเรื่องด้วยภาพได้คมคายและราบรื่น

หยางยังใช้การฉายภาพทวนซ้ำเพื่อตอกย้ำการปะทะกันระหว่างสองสภาพ ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่เสาหลักของบ้านตระกูลเจี้ยน คือ เอ็น เจ (รับบทโดย หวู เนียน เจิ้น) มีปากเสียงกับภรรยาว่าด้วยเรื่องอนาคตของครอบครัว ในภาพจะเห็น เอ็น เจ ยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความมืด ตัดกับแสงสีจากเมืองใหญ่เบื้องนอกที่สะท้อนเข้ามาภายในห้อง ภายหลังพายุอารมณ์ผ่านพ้นไป เอ็น เจ กระตุกสายโยง มู่ลี่คลี่ตัวลง และทำให้ภาพสะท้อนแสงสีของเมืองที่เคยทะลวงเข้ามาทาบยึดพื้นที่ของห้องถอยวูบหายไปและจดจ่อตัวเองอยู่แค่ด้านนอกของมู่ลี่ นับเป็นการสิ้นสุดของความทับซ้อนก้าวก่ายระหว่างอาณาบริเวณส่วนตัว กับ พื้นที่สาธารณะเมื่อมู่ลี่กางกั้นอิทธิพลของเมืองใหญ่ออกจากที่รโหฐาน จากภาพระหว่างการวิวาทะซึ่งได้มาเพียงบทสรุปที่ไร้ข้อยุติ แม้คนดูจะไม่ได้รับรู้ถึงรายละเอียดเชิงถ้อยวาจาที่สองฝ่ายยกขึ้นมาโต้แย้งกัน แต่เราก็พอจะรู้ถึงประเด็นหรือแรงผลักดันที่ทำให้คู่สามีภรรยาต้องเลือดขึ้นหน้าเข้าใส่กัน จากการที่มีภาพของเมืองใหญ่มาพาดทับคนทั้งสองอยู่

โดยเหตุที่ Yi Yi มุ่งฉายภาพของคนในสังคมที่ตกอยู่ในภาวะด้อยสมรรถภาพในการสร้างความขั้นละเอียดอ่อนต่อกัน ดังนั้นโดยตลอดตัวหนังจึงแทบจะไม่มีฉากหรือตอนใดที่แสดงการปฏิสัมพันธ์ของตัวละครอันเกิดจากการลำดับภาพในลักษณะตัดภาพสลับไปมาระหว่างภาพตัวละครสองฝ่าย ทั้งนี้ เพราะหนังต้องการลดน้ำหนักความสัมพันธ์ในระดับส่วนตัวระหว่างตัวละครลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ แต่หยางหันไปให้ความสำคัญและสร้างแบบแผนการแทรกความหมายผ่านการสลับภาพจากระยะประชิดกับระยะไกล หรือมุมกว้างแทน เมื่อใดที่ต้องการถ่ายทอดสภาวะความกดดันและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในใจตัวละคร หยางจะใช้ภาพระยะใกล้ ส่วนภาพระยะไกลจะถูกนำมาใช้เมื่อต้องการเน้นและบอกใบถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดแก่สภาพแวดล้อมที่ตัวละครอยู่ รูปแบบการตัดสลับภาพใกล้ไกลเช่นนี้มีให้เห็นในฉากที่ หยาง หยาง นั่งชมสารคดีท่ามกลางจำนวนลูกค้าอันโหรงเหรงในโรงหนัง ทันทีที่หยาง หยาง บ่ายหน้าจากจอหนังไปยังประตูโรงหนังที่เผยอออกพร้อมกับร่างเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเบี่ยงตัวเข้ามาภายใน ภาพก็เปลี่ยนระยะ จากที่ประชิดใบหน้าหยาง หยาง อยู่ก็กวาดออกเป็นมุมกว้างเพื่อเก็บภาพโรงหนังและเด็กผู้หญิงที่เข้ามาในโรง

ข้อน่าสังเกตอีกประการ คือ หยางมักถ่ายภาพของสถานที่ใดสถานที่หนึ่งจากมุมกล้องเดิม การกล่าวถึงสถานที่ในมุมมองเดิม ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้คนดูเก็บเกี่ยวรายละเอียดที่แฝงตัวหรือแนบอิงอยู่กับสถานที่ซึ่ง อาจหลงหูหลงตาไปเมื่อได้เห็นสถานที่นั้น ๆ ในครั้งแรก ๆ เพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ รวมถึงอาจรู้สึก ผิดสังเกตหากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ผิดที่ผิดทางจากที่เคยเป็นอยู่ หรือ เปิดเผยตัวเองออกมาเพราะสิ่งอื่นที่เคยบดบังหรือช่วยพรางอยู่ ถูกเคลื่อนย้ายออกไป แบบแผนการทำงานของกล้องจึงต้องอาศัยความพิถีพิถันในการจัดวางบรรดาอุปกรณ์ประกอบฉากเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับการวางตำแหน่งและเคลื่อนกล้องเพื่อให้ได้กรอ
 


 

คลิกดูรีวิว ผลงานการแสดงเรื่องอื่นๆของ

Edward Yang

 

 

A Summer at Grandpa''s (1984)(บรรยายไทย) 
Directer:Hsiao-hsien Hou ผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับขั้นเทพชาวไต้หวันที่นักดูหนังทั่วโลกยกย่อง โหวเชี่ยวเฉียน (Hou Hsiao-hsien) กับผลงานComing of age ในยุคแรกๆของเขา 

 

   

 

 


เข้าชม : 6753    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originAsian: SubtitleEnglish: SubtitleThai: ComingOfAge: FeelGood: recommend



หนังเอเชียเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ